วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ประเทศเจ็บผมเจ็บ


แต่ผมต้องอดทน พวกเราทุก ๆ คนต้องอดทน ปัญหาน้ำท่วมในปี ๒๕๕๔ เป็นประวัติศาสตร์สำคัญหน้าหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ครับ น้ำที่ท่วมวันนี้ไม่ได้แค่ท่วมพื้นดิน แต่ยังถาโถมเข้ากระหน่ำสุขภาพใจ เล่นงานอย่างบอบช้ำ “น้ำท่วมใจ”

 น้ำไม่ได้มีกุนซือ น้ำไม่ได้มีอาวุธ สิ่งที่น้ำมีคือ ความมุ่งมั่นและความเป็นหนึ่งเดียว ตามธรรมชาติของน้ำ คนมีทั้งกุนซือ มีมันสมอง มียุทโธปกรณ์สารพัด แต่เมื่อใดก็ตามที่ขาดความเป็นหนึ่งเดียว ขาดความสามัคคี ต่อให้มี หมื่นกุนซือ ล้านยุทธปัจจัยก็ไม่สามารถต่อสู้ได้

น้ำสร้างคุณประโยชน์มากมาย มนุษย์อยู่ไม่ได้ครับถ้าปราศจากน้ำ เพียงแต่เราไปกั้นมันเราไปกั้นน้ำผมไม่ได้หมายความแค่เรากั้นน้ำตามถนนแต่ผมหมายถึงพวกเราปิดกั้นใจเราเองด้วยเมื่อใจเราปิดเสียแล้วเราจะเห็นประโยชน์ของมันได้อย่างไร? เราฝืนธรรมชาติเราก็แพ้ เหตุการณ์นี้เราต้องอดทนและเราต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะอยู่ ไม่ต้องต่อสู้เพราะธรรมชาติไม่ใช่ศัตรู

น้ำแม้จะแตกกระจายไปหลายสายแต่กลับมารวมกันได้เสมอ หลายบ้านได้มาอยู่รวมกันครับ ญาติพี่น้องได้มาเจอกันแม้ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ตามต่างจังหวัด สายน้ำพัดพาพวกเรามารวมกัน

น้ำชำระจิตใจ และสายน้ำมีพลังพอที่จะทำลายกำแพงในใจผม สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเดินทางกลับต่างจังหวัด ผมพบว่าผมได้สร้างปัญหามากมายไว้ให้กับคุณพ่อ 

เนื่องจากข้อมูลที่ผมทราบบ้านเราจะท่วมไม่เกิน 20 ซ.ม. เวลาที่น้ำเหนือมาสิ่งที่เราต้องกังวลไม่ใช่มวลน้ำ แต่เราต้องกังวลเรื่องความเร็วน้ำ สิ่งนี้สำคัญครับเพราะความเร็วน้ำจะมาพร้อมกับแรงดันน้ำ ซึ่งจะทำให้น้ำพุ่งอย่างผิดปกติ น้ำที่มาในช่วงกลางเดือนตุลามาด้วยความเร็ว 100 ลบ.ม. ต่อ วินาที แต่คลองเปรมประชากร ณ ขณะนั้น ระบายน้ำได้ 70 ลบ.ม ต่อวินาที ดังนั้นจะเกิดปรากฎการณ์น้ำหลากทุ่ง คือน้ำเข้าโจมตีด้วยความเร็ว 30 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งน้ำหลากทุ่งพวกนี้จะโจมตีทุกทิศทุกทาง และมากพอที่จะทำลายปราการณ์ชั่วคราวของรังสิตฝั่งเหนือเข้าสู่รังสิตฝั่งใต้ รวมถึงการที่เรากั้น จึงทำให้มวลน้ำรวมตัว เมื่อพนังแตกก็จะพุ่งด้วยความเร็วสูงกว่าปกติ นั่นคือเมื่อน้ำหลุดจากเมืองเอก เข้าสู่เซียร์รังสิต เข้าสู่ดอนเมือง และมาถึง ม. เกษตร เมื่อวาน แต่จะสังเกตุได้ครับว่าน้ำที่ไหล เข้า ม.เกษตร นั้น ติดความสูงของถนน และน้ำเริ่มตีโอบปัจจุบันความเร็ว 5 ลบ.ม ต่อวินาที น้ำมาช้าลง ดังนั้นมวลน้ำก็จะขังและลามออกด้านข้าง พื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น แยกพงษ์เพชร ชินเขต จะโดนก่อน อีกปัจจัยคือน้ำล้นคลองเปรมประชากร จะสังเกตว่า วิภาวดีขาออก ลำบากกว่าวิภาวดีขาเข้า น้ำจะต้องใช้เวลาในการข้ามถนนอีกสองเส้น คือ งามวงศ์วาน และ รัชดา หากเจ้าหน้าที่ใช้โอกาศนี้เร่งระบายน้ำไปฝั่งตะวันออก โดยใช้ คลองลาดพร้าว (คลองบางบัว) คลองเปรม คลองลาดพร้าวนั้นจะต่อเนื่องไปถึงคลองแสนแสบ 

สุดท้ายน้ำก็จะเข้าโจมตีหากระบายไม่ทัน แต่ถ้าระบายได้ดีก็จะสามารถรักษากรุงเทพชั้นในเอาไว้ได้ครับ... ไม่ต้องลุ้นครับถ้าจำเป็นต้องท่วมก็ท่วม เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำครับ

ก็เพราะผมมีข้อมูลและมั่นใจแบบนี้ครับ การสื่อสารกับพ่อและแม่นั้นไม่ง่ายเลย ข่าวที่ออกตามวิทยุและทีวีนั้นเป็นข่าวที่ไม่ได้ย่อย และบางครั้งนะครับสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนเกินความจำเป็น ผมเห็นด้วยนะครับกับการให้ข้อมูล การเตือน การปราม แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสื่อที่ตั้งใจจะขายความตื่นเต้น ขายข่าว ขายความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น บ้านผมก็เช่นเดียวกันครับ น้ำท่วมเป็นเรื่องที่สร้างความกังวล คุณปู่ของลูกชายและลูกสาวผม กังวลอย่างมาก พ่อและแม่ช่วยกันแบกประตู แล้วตอนแรกท่านเลื่อยเองและก็เลื่อยไม่ไหว ท่านเลื่อยวันเสาร์มั๊งครับ ผมไม่อยู่ด้วยความที่ท่านเป็นห่วง ท่านก็ไปจ้างคนมาเลื่อยเสร็จแล้วก็ไปติดที่บ้าน แต่มันสูงมากครับ ติดไว้ที่ประตู ผมจะเข้า-ออก ต้องปีน กำแพงนี้ก็ไม่ใหญ่ แต่มันกั้นในใจผมพอ ๆ กับกั้นหน้าบ้าน ทุกครั้งที่ปีนเข้าออกก็ก๊อกแก๊ก ผมตัดสินใจทุบครับ กลัวน้ำมั๊ย? กลัวไม่มาก แต่ถ้าหล่นลงมาคงลำบากกว่า แล้วผมก็โทรไปหาพ่อกับแม่ บอกผมขอโทษครับ ผมกลัวพ่อผมเสียใจที่อุตสาห์ทำ แต่ผมคิดดีแล้วครับ

พ่อกับแม่บอกว่า ดีแล้ว ผมเองก็สบายใจขึ้นกำแพงในใจก็หายไปพร้อม ๆ กับกำแพงที่หน้าประตู

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ความจำเป็น

อาจารย์ฟิชเชอร์เขียนถึงความจำเป็นที่ตัวท่านต้องเขียนหนังสือ Common Stocks and Uncommon Profits ไว้อย่างน่าฟังครับ ท่านเขียนไว้ใน คำนำ หน้า 32

ความท่อนหนึ่ง ดังนี้ครับ

In studying the investment record both of myself and others, two matters were significant influences in causing this book to be written.

One, which I mention several times elsewhere, is the need for patience if big profits are to be made from investment. Put another way, it is often easier to tell what will happens. The other is the inherently deceptive nature of the stock market. Doing what everybody else is doing at the moment, and therefore what you have an almost irresistible urge to do, is often the wrong thing to do at all.

เมื่อเดือนที่แล้ว วิกฤต ในกรีซ รุนแรงมากครับมีข่าวต่อเนื่องหลายอย่าง ทั้งข่าวร้ายต่าง ๆ นานา ต่อเนื่องตั้งแต่ว่าอเมริกาจะสามารถใช้หนี้ได้หรือไม่ กลับมาที่ยุโรป และกลับมาที่กรีซ อีกครั้ง พร้อมกับเรื่องราวของ IMF และการจราจล ตลาดหุ้นไทยมีการขายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดปรากฎการณ์หุ้น MAI ตกเกิน 10% ทำเอา SET ยุติการซื้อขายท่ามกลางความงุนงง ของนักลงทุน

สิ่งที่ผมทำมีเพียงสิ่งเดียวครับ คือเปิดพอร์ตลงทุนต่างประเทศ และอ่านหนังสือให้มากขึ้น เป้าหมายของผมมีเพียงอย่างเดียวคือ "ซื้อ" และ "ถือ" ธุรกิจที่ดีในราคาที่แฟร์ ไว้ ตราบจนกระทั่ง หุ้นตัวนั้นหมดวงจรความสามารถของมัน และนี่คือเหตุผลเดียวที่ผมลงทุนเป็นเจ้าของกิจการ

ภรรยาผมให้แนวคิดของการเป็นเจ้าของกิจการไว้  เป็นแนวคิดที่ดีครับ ตลาดหุ้น ผมจะเปิดเข้าไปดูก็ตอนที่ผมอยากได้เป็นส่วนร่วม และผมก็ให้ Mr. Market มาช่วยผมต่อราคา ก็เท่านั้น ราคาที่เปลี่ยนไปทุกวันไม่ได้ทำให้พื้นฐานเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร แต่เมื่อใดก็ตามที่พื้นฐานเปลี่ยน เมื่อนั้นผมต้องมองใหม่

ก่อนจบ ผมขอแปลหลักที่ท่านอาจารย์ฟิชเชอร์ให้ไว้ครับ ผมว่าปรัชญาการลงทุนของใครก็ตามสำคัญ ปรัชญาการลงทุนของผมหนักแน่นและไม่เปลี่ยนแปลง ผมยึดมั่นในแนวทางซื้อหุ้นแข็งแกร่งและถือมันไว้ตราบใดที่มันยังมีการเจริญเติบโต

...................................
ขอแปลสั้น ๆ แบบนี้นะครับ

ข้อแรก ความอดทน

ข้อสอง หลีกเลี่ยงการทำตามคนอื่น

ง่าย ๆ เท่านี้หล่ะครับ

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

สัมภาษณ์อันทรงคุณค่า ฟิลลิป ฟิชเชอร์ -1

เรียบเรียงจากความเคารพในครูบาอาจารย์ มิได้แปลตามตัวอักษร / NB - กันยายน 2554

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างวัยแปดสิบ ฟิลิป ฟิชเชอร์ ที่ปรึกษาการลงทุนแห่งซานฟรานซิสโก กำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งการกล่าวสุนทรพจน์เพื่ออำลาจากวงการ ท่านไม่ค่อยให้สัมภาษณ์บ่อยครั้งนัก แต่ครั้งนี้ท่านได้ใช้เวลานั่งลงพูดคุยและบอกเล่าเรื่องราวแก่นิตยสาร Forbes ฟิชเชอร์นับเป็นบุคคลสำคัญ ผู้ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวคิดการลงทุนสมัยใหม่ เป็นบุคคลแรก ๆ หรือถ้าไม่ใช่คนแรกท่านก็เป็นผู้พัฒนาวิทยานิพนธ์ที่บอกเล่าแนวคิดเกี่ยวกับคุณสมบัติของ Growth Stock ว่าแตกต่างจาก Stock ธรรมดาทั่ว ๆ ไปอย่างไร?

วอร์เรน บัฟเฟตต์, ผู้ซึ่งได้รับการการยกย่องว่าเป็นนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุค ขนานนาม ฟิชเชอร์ว่า ยักษ์ใหญ่

นักแทงม้านั้นแยกออกเป็นสองกลุ่ม ความเร็วและสายพันธ์ นักเล่นที่พนันบนความเร็วต้องการตัวเลขในการวิเคราะห์ เค้าจะจดจ่อกับทุกอนูของตัวเลขเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายความเร็วสูงสุดที่ม้าตัวนั้นจะทำได้ในการแข่งขัน บนเงื่อนไขของพื้นสนาม น้ำหนักที่ม้าต้องแบก ฯลฯ ส่วนนักพนันที่เล่นบนสายพันธ์ม้านั้นแทบจะไม่สนใจตัวเลขเลย กลับดูหมิ่นด้วยซ้ำ เค้ามักจะกล่าวซ้ำ ๆ ว่า สิ่งที่ผมต้องการรู้ก็คือสายพันธ์ม้าและคู่แข่งในอดีตของมันเท่านั้นเอง

น่าแปลกที่หลักการทั้งสองสิ่งนี้มีเช่นเดียวกันในโลกแห่งการลงทุน เช่นเดียวกันเราก็มีนักลงทุนที่มุ่งเน้นในเชิงตัวเลข และมุ่งเน้นในเชิงคุณภาพของธุรกิจ เฉกเช่นปรัชญา

นักวิเคราะห์ตัวเลขกล่าวว่า ซื้อหุ้นราคาถูกและวัดผลงานของมันด้วยดัชนีต่าง ๆ เช่น PE Ratio, PB, Yield ฯลฯ

ส่วนนักวิเคราะห์เชิงคุณภาพกล่าวว่า ซื้อหุ้นในกิจการที่ดีที่สุด, ประกอบด้วยผู้บริหารที่เก่งที่สุด และก็ไม่ต้องไปกังวลกับตัวเลขต่าง ๆ

น่ามีความสุขครับ, ทางไปสวรรค์มีหลายทาง ทักษะและมุมมองของผู้มีประสบการณ์นำทางไปสู่ความสำเร็จ ผมโชคดีครับที่ได้ผู้ชี้ทางผู้ยิ่งใหญ่ที่นำพาผมไปสู่ผลสำเร็จมหาศาล อันเนื่องมาจากการชี้นำของเขา

หลังจากอ่านหนังสือของเขา Common Stocks and Uncommon Profits และอีกเล่ม Paths to Wealth Through Common Stocks ในช่วงต้นปี 1960 ผมก็ตั้งใจจะเข้าไปพบ ฟิล ฟิชเชอร์ ให้ได้

เมื่อผมพบเค้าครั้งแรก ผมพบว่าเค้ามีความละม้ายคล้ายกับอาจารย์เบนเกรแฮมอย่างมาก ฟิชเชอร์เป็นคนถ่อมตัว ใจกว้าง และก็เชี่ยวชาญในการสอนคน ผมเรียนรู้เรื่องของ “Scuttlebutt” มาจากเค้า เราต้องออกไปหาข้อเท็จจริงของธุรกิจ จากการสืบค้น พูดคัยกับแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น คู่แข่ง, ซัพพลายเออร์, ลูกค้า เพื่อที่จะสืบเสาะดูว่าการดำเนินงานของบริษัท แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?

ความเข้าใจอันละเอียดถี่ถ้วนซึ่ง ฟิล ฟิชเชอร์ สอนให้ผมนี้ประกอบกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่ผมเรียนรู้มาจาก อาจารย์เบน ช่วยให้ยึดมั่นในเส้นทางแห่งการลงทุนด้วยสติปัญญา

ผมกระหายที่จะอ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ฟิลเขียน ฟังสิ่งที่ฟิลพูด

ผมขอแนะนำ ฟิลลิป ฟิชเชอร์ให้กับนักลงทุนทุกคน