วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข้อคิดก่อนจะขายหุ้นหรือปรับพอร์ต

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ณ วันนี้ ความร้อนแรงทางการเมืองเป็นประเด็นสำคัญต่อความสนใจของนักลงทุน ซึ่งความจริงแล้วเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา เคน ฟิชเชอร์ เคยว่าไว้ว่า ธรรมชาติของตลาดหุ้นคือ "ผันผวน" ไม่ว่าจะช่วงเวลาใด ๆ ความผันผวนของตลาดหุ้น นำมาถึงนิยามเปรียบเทียบว่า มิสเตอร์มาร์เก๊ต เป็นคนที่มีบุคลิกแปลกพิกล เมื่อต้นปีอารมณ์ดีเป็นพิเศษให้ราคาหุ้นสูง มาขายถูก ๆ เอาปลายปี ทำเอาหลายคนขาดทุนและเข็ดขยาดกับตลาดทุน

หากเราให้เวลากับตัวเราเองนานขึ้นกว่านี้และมองย้อนไปในอดีตที่นานกว่า ปีสองปีแห่งความรุ่งเรือง ผมอยากให้เราเห็นภาพของวอร์เรน บัฟเฟตต์ในช่วงแรกของการลงทุน แนวคิดของวอร์เรนในการมองตลาดหุ้นและปรัชญาที่เข้มข้นตั้งแต่วัยหนุ่ม กลางคน ชรา แม้มีเสี้ยวของเทคนิคที่แตกต่าง แต่ปรัชญาของเค้าแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ผมคงไม่มีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติมในยามที่อุณหภูมิการเมืองเป็นเช่นนี้ แต่หากคุณคิดจะขายหุ้นในช่วงนี้ให้ลองอ่านจดหมายฉบับนี้ดูก่อน จะพบว่าเหตุผลในการขายของ บัฟเฟตต์คืออะไร? สอดคล้องกับการมีเหตุมีผลที่สมควรหรือไม่ ก่อนที่เราจะตัดสินใจขายหรือปรับพอร์ต เพียงเพราะคำว่า "กลัวการเมือง"

ปล. จดหมายฉบับนี้เป็นการเรียบเรียงโดยตัวผมเอง ดังนั้นก็มีเศษเสี้ยวความคิดของผมปน ๆ ไปบ้างในการเรียบเรียงเพื่อความสละสลวย แต่คงไว้ซึ่งสาระให้มากที่สุดนะครับ

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

ปฐมบทการเงิน-1 เงินไม่ใช่พระเจ้า

เมื่อประมาณช่วงปี 1994-1995 ผมเป็นนิสิตปริญญาโท วิศวะอุตสาหการที่จุฬาฯ และผมหลงไหลวิชาทางด้านการเงินมาก แต่ตนเองนั้นมีพื้นฐานมาทางวิศวกรและก็ไม่อยากหันเห ไปไหน ผมได้เข้าคลาสทางด้านการเงินและสุดท้ายผมก็ไปกราบท่านขอให้ท่านมาเป็นที่ปรึกษาทางด้านวิทยานิพนธ์ ตอนที่ผมเรียนวิชาทางด้านการเงินวันแรกท่านสอนไว้ว่า

เงิน แยกเป็น 2 อย่าง

เงินอย่างแรก - ให้นิสิตเปิดกระเป๋าตังค์ออกมาวางบนโต๊ะ เมื่อถึงเวลากินข้าวซื้อของ เอาไปใช้ได้นั่นแหละเงินที่จำเป็นต่อในชีวิตประจำวัน

เงินอย่างที่สอง - คือตัวเลข เช่น เงินฝากประจำ หุ้น พันธบัตร อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ฯลฯ สิ่งนั้นคือตัวเลข ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามปัจจัยตัวแปร

ท่านสอนต่อว่าในการบริหารการเงินแล้วให้คิดเสมอว่าเป็นเสมือน inventory model อธิบายให้ง่ายคือ เงินเข้าและเงินออกเหมือนน้ำในตุ่ม น้ำไม่ต้องมีเต็มตุ่มแต่น้ำเข้าและน้ำออกต้องให้สมดุลกัน และน้ำที่เหลือก้นตุ่มคือ safety stock ซึ่งท่านว่าเป็นเสมือน เงินกันชนที่เรามีไว้ใช้ในยามฉุกเฉินต่าง ๆ นานา ตามความจำเป็นของแต่ละคน ซึ่งผมจะลงรายละเอียดเพิ่มในบทความต่อ ๆ ไป

เมื่อเราเข้าใจความจำเป็นของ Safety Stock หรือ เงินก้นตุ่มแล้ว โดยแนวคิดหลักก็คือ หากน้ำเหือดตุ่มก็ไม่ดีเพราะหากมีความจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา (คำว่าความจำเป็น-แต่ละคนก็ไม่เท่ากัน) ก็ไม่พอ ถ้าน้ำท่วมตุ่มหรือล้นตุ่มก็ไม่ดี จะเป็นการสร้างนิสัยฟุ่มเฟือย spoil เกินความจำเป็น

ถ้าเรามีเงินเหลือเราควรเริ่มต้นในการแปลงเงิน จากเงินธรรมดา ให้กลายไปเป็นเงินทำงาน การเก็บเงินไว้เฉย ๆ ไม่เสียไม่เน่าก็จริง แต่มันจะด้อยค่า ทำไม? เพราะอิทธิพลของเงินเฟ้อ ไม่ต้องคิดอะไรมาก สมัยก่อน 25 บาท ทานข้าวกลางวันได้ ปัจจุบัน 35 บาท ไม่รวมน้ำ นั่นคือเงินมันด้อยค่าโดยตัวของมันเอง เมื่อเริ่มต้นแบบนี้แนวคิดจะขยายความว่าทำอย่างไร? จึงจะเอาชนะเงินเฟ้อได้ คำตอบก็คือเราควรลงทุนในธุรกิจที่มีนวัตกรรม มีความสามารถในการสร้างเงินสดอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวจึงเอาชนะเงินเฟ้อได้ และนั่นก็คือเหตุผลที่เราควรมีเงินสดเท่าไร ดังวอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้เหตุผลกรณีนี้ไว้น่าฟัง

"เรื่องนึงที่ผมอยากจะบอกพวกคุณทุกคนไว้ การเก็บเงินไว้เฉย ๆ มันเป็นการลงทุนที่แย่มาก ผมได้ยินคนที่บอกว่า เงินคือพระเจ้า (Cash is King) แท้จริงแล้ว เงินมันด้อยค่าของมันทุกวัน แต่ธุรกิจชั้นดีต่างหากที่สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวัน ในราคาที่เหมาะสมไม่ใช่สูงเกินไปคุณต้องมีหลักการที่ถูกต้องในการลงทุน เลือกธุรกิจที่ดีและอยู่กับมัน

ผมก็มีเงินครับ คุณก็มีเช่นกัน ผมคุ้นชินกับการเก็บเงินไว้บ้างไม่งั้นถ้าไม่มีเงินเลยผมคงนอนไม่หลับ แต่ผมคงไม่ลงทุนในเงินฝากธนาคาร ยังไงก็เป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด

ความจำเป็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน มีเงินไว้ตาม "ความจำเป็น" ของคุณ นั่นเป็นบทสรุปว่าเราควรจะมีเงินเก็บไว้เท่ากับเท่าไร?"

"The one thing I will tell you is the worst investment you can have is cash. Everybody is talking about cash being king and all that sort of thing. Cash is going to become worth less over time. But good businesses are going to become worth more over time. And you don’t want to pay too much for them so you have to have some discipline about what you pay. But the thing to do is find a good business and stick with it. We always keep enough cash around so I feel very comfortable and don’t worry about sleeping at night. But it’s not because I like cash as an investment. Cash is a bad investment over time. But you always want to have enough so that nobody else can determine your future essentially."

ในความเห็นผม คำว่า "เงินคือพระเจ้า" เป็นคำกล่าวที่เกินจริง และทำให้หลายคนใช้ชีวิตผิดแผก ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย และกลายเป็นทาสเงิน อิสระทางการเงินที่แท้จริงคือเราไม่เป็นทาสเงินครับ การที่จะมีเงินไว้มากน้อยเท่าไร ผมสรุป ดังนี้

1. เราควรมีเงินสดไว้มากพอในความจำเป็นของเราไม่เดือดร้อน
2. หากเกินจากนั้น จะกลายเป็นการเก็บหรือการออม ถ้าเป็นการออมแล้ว เราควรพิจารณาลงทุนในบริษัทแข็งแกร่ง มีนวัตกรรม และเติบโตระยะยาว สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอและไม่แพ้เงินเฟ้อ

นี่น่าจะเป็นบทสรุปที่ถูกต้องกว่า

คำ ๆ เดียวที่ผมจะบอกก็คือ "เงินไม่ใช่พระเจ้าของผมอีกต่อไป" และนั่นคืออิสระทางการเงินที่แท้จริง

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความจริงและความเชื่อ

หลากหลายความจริงและความเชื่อ

ทำไมวันนี้ตลาดหุ้นลงแรงจัง ?
-> เหตุการณ์ ธันวาคม 2549 วันที่ 19 มั๊งครับ วันเดียว 108 จุด

ตลาดหุ้นไทยผันผวนจัง 
-> 2008 แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส 2009 วิกฤตการเมือง 2010 วิกฤตยุโรป 2011 หนี้สหรัฐ ปัญหา double dip 2012 หน้าผาการคลัง

2013 ตลาดหุ้นไทยก็จะผันผวน และ 2014 2015 2016 2017 และ และ และ และ ตลาดหุ้นไทยก็จะผันผวน เชื่อผมเถอะ

การเมือง การเมือง การเมือง
ปฏิวัติ ประท้วง ใครจะมา ใครจะไป ตลาดหุ้นไทยมันก็อยู่ของมันเชื่อผมเถอะ

เล่นหุ้นอันตราย เล่นทองดีกว่า
หนักกว่าหุ้นอีก ไม่เชื่อไปลองดูเอง

เก็บเงินไว้ดีกว่า อย่าลงทุนในหุ้น
เสียโอกาสกำไร กับ เสียโอกาส ขาดทุน เอ๊ะ ยังไง ไปคำนวณกันเอง

ปีที่แล้วดีนี่ ปีนี้ไม่ดีหรอกหุ้น
ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้น มันรวมตลาดหุ้นปีที่ดีมันรวมปีที่ไม่ดีเอาไว้ด้วย

ไม่มีใครในอดีตและไม่มีใครในอนาคต ไม่มีสูตรสำเร็จของตลาดหุ้นที่ตายตัว
เพราะถ้ามี ทุกคนจะรู้และมันจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ฟันด์เมเนอเจอร์จะตกงานกันหมด

ระยะสั้นตลาดหุ้นขึ้นเพราะ Demand ระยะยาว ตลาดหุ้นขึ้นเพราะ Supply หากเราเข้าใจระบบทุนนิยมมากพอ เชื่อผมหรือไม่เชื่อก็ได้

แต่มัน Work!

(จบแบบเท่ห์ ๆ แต่ งง ๆ)

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎีการแกะรอย จาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์


ทฤษฎีการแกะรอย จาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์
เด็กผู้ชายไม่ร้องไห้
NB, Nevercry.boy Aug 2012

“อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ผมขอเริ่มต้นบทความผมด้วยสุภาษิตไทยบทนี้ กับภาวะของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ภาวะตลาดหุ้นไทยในกระแสวีไอ นักลงทุนรุ่นใหม่มาแรงครับ คนเล่นหุ้นหน้าใหม่เมื่อเริ่มเล่นหุ้นก็อยากเป็นวีไอ ไว ไว เสือเฒ่าเก๋าเกมส์ก็สวมวิญญาณวีไอ กันก็มี นักเก็งกำไรปล่อยข่าวก็แอบใส่หน้ากากวีไอ ก็ไม่ใช่น้อย เม่าน้อยกับคำถามว่า พี่ NB ครับ เราควรใช้ พีบี พีอี พีเอสอาร์ พีโน่น พีนี่ พีนั่น มาวิเคราะห์ดีมั๊ยครับ? จะใช้ตัวอะไรก่อน อะไรมากดี น้อยดีมั๊ย จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไร จะยังไงดีครับพี่?

พี่ครับ พี่ครับ! สัปดาห์ที่แล้วผมวิเคราะห์ได้หุ้นมาตัวนึง พีอี ต่ำผมเลยซื้อไว้ใส่พอร์ต สัปดาห์นี้ได้หุ้นใหม่มาอีกตัวครับพี่ แหมตัวนี้พีอีต่ำกว่าเดิมอีก ผมเลยรีบขายตัวเดิมเลยครับพี่มาใส่ตัวใหม่แบบนี้ผมเป็นวีไอแล้วใช่มั๊ยครับพี่ แล้ว พีบี, พีอีจี แล้วเอ่อ พีอาร์อาร์ พีเอสอาร์ แล้วต้องดูประกอบกันยังไงครับพี่ แหม ผมใจร้อนอยากเป็นวีไอเร็ว ๆ อยากรวยเร็ว ๆ

เอ่อ น้องครับใจเย็น

ทั้งนี้เมื่อประเทศของเรามีเศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดหุ้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น นักลงทุนแนววีไอ ก็มากขึ้น ทฤษฎีวีไอ โดนตีความกันไปหลากหลาย ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ แล้วนักเก็งกำไรหายไปไหนครับ? นักเก็งกำไรหายไปจากตลาดหุ้นแล้วหรือ ไม่เชิงหรอกครับ นักเล่นม้าเมื่อสนามม้าเปิดพวกเค้าก็พร้อมจะมาเจอกัน นักเล่นหุ้นก็เช่นเดียวกัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเปรียบเปรยไว้ว่า

นักแทงม้านั้นแยกออกเป็นสองกลุ่ม ความเร็วและสายพันธ์ นักเล่นที่พนันบนความเร็วต้องการตัวเลขในการวิเคราะห์ เค้าจะจดจ่อกับทุกอนูของตัวเลขเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายความเร็วสูงสุดที่ม้า ตัวนั้นจะทำได้ในการแข่งขัน บนเงื่อนไขของพื้นสนาม น้ำหนักที่ม้าต้องแบก ฯลฯ ส่วนนักพนันที่เล่นบนสายพันธ์ม้านั้นแทบจะไม่สนใจตัวเลขเลย กลับดูหมิ่นด้วยซ้ำ เค้ามักจะกล่าวซ้ำ ๆ ว่า “สิ่งที่ผมต้องการรู้ก็คือสายพันธ์ม้าและคู่แข่งในอดีตของมันเท่านั้นเอง

น่าแปลกที่หลักการทั้งสองสิ่งนี้มีเช่นเดียวกันในโลกแห่งการลงทุน เช่นเดียวกันเราก็มีนักลงทุนที่มุ่งเน้นในเชิงตัวเลข และมุ่งเน้นในเชิงคุณภาพของธุรกิจ เฉกเช่นปรัชญาการลงทุนของ ฟิลลิป ฟิชเชอร์

นักวิเคราะห์ตัวเลขกล่าวว่า “ซื้อหุ้นราคาถูกและวัดผลงานของมันด้วยดัชนีต่าง ๆ เช่น พีอี พีบี ยิลด์ ฯลฯ

ส่วนนักวิเคราะห์เชิงคุณภาพกล่าวว่า “ซื้อหุ้นในกิจการที่ดีที่สุดประกอบด้วยผู้บริหารที่เก่งที่สุด และก็ไม่ต้องไปกังวลกับตัวเลขต่าง ๆ

น่ามีความสุขครับทาง ไปสวรรค์มีหลายทาง ทักษะและมุมมองของผู้มีประสบการณ์นำทางไปสู่ความสำเร็จ วอร์เรนโชคดีครับที่ได้ผู้ชี้ทางผู้ยิ่งใหญ่ที่นำพาเค้าไปสู่ผลสำเร็จมหาศาล อันเนื่องมาจากการชี้นำของฟิชเชอร์ หลังจากอ่านหนังสือของ ฟิล ฟิชเชอร์ Common Stocks and Uncommon Profits และอีกเล่ม Paths to Wealth Through Common Stocks ในช่วงต้นปี 1960 วอร์เรนก็ตั้งใจจะเข้าไปพบ ฟิล ฟิชเชอร์ ให้ได้

เมื่อ วอร์เรนพบเค้าครั้งแรก เค้าค้นพบว่า ฟิล มีความละม้ายคล้ายกับอาจารย์เบน แกรม อย่างมาก ฟิชเชอร์เป็นคนถ่อมตัว ใจกว้าง และก็เชี่ยวชาญในการสอนคน วอร์เรนเรียนรู้เรื่องทฤษฎีการแกะรอย (Scuttlebutt) มาจากจุดนี้

"เราต้องออกไปเสาะหาข้อเท็จจริงของธุรกิจ จากการสืบค้น พูดคุยกับแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น คู่แข่งซัพพลายเออร์ลูกค้า เพื่อที่จะสืบเสาะดูว่าการดำเนินงานของบริษัท แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?"

ความเข้าใจอันละเอียดถี่ถ้วนซึ่ง ฟิล ฟิชเชอร์ สอนให้วอร์เรนประกอบกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่ เค้าเรียนรู้มาจาก อาจารย์เบน ช่วยให้ยึดมั่นในเส้นทางแห่งการลงทุนด้วยสติปัญญา และนั่นเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

ลงทุนด้วยสติปัญญา คำ ๆ นี้เป็นคำสำคัญ เมื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์เลือกบริษัทลงทุนเค้าให้น้ำหนักกับตัวเลขหรือคุณภาพกิจการมากกว่า กัน วอร์เรนพูดไว้ละเอียดครับเมื่อครั้งเค้าไปบรรยายที่ University of Florida Business School ช่วงวันที่ 15 ตุลาคม 2540

อย่า! ซื้อเพียงเพราะตัวเลขมันบอกคุณให้ซื้อ ถึงแม้ตัวเลขมันจะบอกคุณให้ซื้อและคุณซื้อมามันก็ยังไม่นับว่าเป็นการลงทุนที่ดี จงซื้อเพราะคุณมั่นใจในสินค้า ผลิตภัณฑ์ของเค้า ไม่ใช่เพียงเพราะมันถูก ครั้งหนึ่งวอร์เรนก็เคยซื้อบริษัททำกังหันลม (windmill) เป็นการลงทุนแบบก้นบุหรี่ เค้าซื้อมันมาราคาถูกมากในราคาเพียงหนึ่งในสามของเงินทุนหมุนเวียน และแน่นอนมันทำกำไร แต่มันก็แค่ครั้งเดียวและมันไม่เกิดขึ้นอีก มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ชีวิตวอร์เรน บัฟเฟตต์ผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้วบริษัทรถรางเค้าก็ซื้อมาแล้ว

กลับกันในเชิงคุณภาพ วอร์เรนแทบจะสามารถตีแตกเกือบทุกครั้งแค่เพียงแค่พูดคุยโทรศัพท์เพียงห้านาที หรือสิบนาที !

But if you don’t know enough to know about the business instantly, you won’t know enough in a month or in two months.”

ถ้ามันเป็นธุรกิจที่ยากเย็น ฟังคำอธิบายสั้น ๆ แล้วคุณไม่เข้าใจ ต่อให้คุณใช้เวลาอีกเดือนหรือสองเดือนคุณก็ไม่เข้าใจมันอยู่ดี คุณต้องมองตัวเองให้ออกว่าสิ่งใดเรารู้สิ่งใดเราไม่รู้ สิ่งใดเราเข้าใจสิ่งใดเราไม่เข้าใจ นั่นคือหัวใจสำคัญของการลงทุน แต่กว่า วอร์เรน จะมาถึงจุดนี้ได้มันไม่ใช่ง่าย

ลงทุนภายใต้ขอบเขตความรู้ของตนเอง” มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะรู้มากรู้น้อยเป็นพหูสูตรมาจากไหน คุณไม่จำเป็นต้องเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์คนที่สอง คุณไม่ต้องเป็น ดร.นิเวศน์ คนที่สอง มันไม่สำคัญ มันสำคัญที่ว่าสิ่งใดที่คุณไม่รู้ไม่เข้าคุณอย่าไปยุ่ง ไม่จำเป็นต้องรู้จักหุ้นหมดทุกตัวในตลาดสมมติคุณรู้แค่ 30 ตัวในตลาดรู้แบบรู้จริงนะ คุณก็โอเคแล้วครับ เมื่อคุณรู้จักธุรกิจนั้น ๆ เป็นอย่างดีคุณก็ใช้เวลาในการทำความเข้าใจน้อยลง จุดนี้ทำให้ผมนึกไปถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” แต่กว่าเราจะ “รู้กระจ่าง” ในธุรกิจนั้น ๆ เราต้องทำอย่างไร วอร์เรน เองเค้าก็ไม่ได้เก่งมาแต่เกิดหรือเริ่มลงทุน เค้าทำอย่างไร?

วอร์เรนทำงานหนักอย่างมากเพื่อให้รู้ลึกในบริษัทที่เค้าลงทุนและเค้าใช้ Scuttlebutt Approach  หรือทฤษฎีการแกะรอยครับ

I would go out and talk to customers, suppliers, and maybe ex-employees in some cases. Everybody. Everytime I was interested in an industry, say it was coal, I would go around and see every coal company.

วอร์เรนจะไปพูดคุยกับลูกค้าของบริษัท ซัพพลายเออร์ของบริษัท และพนักงานเก่า คือ ทุกคน ทุกที่ นั่นหล่ะครับ ถ้าเค้าสนใจในธุรกิจเหมืองเค้าก็จะไปดูบริษัทเหมืองทุกๆ ที่ เค้าจะไปคุยกับซีอีโอว่า “ถ้าคุณจะซื้อสต๊อกของบริษัทเหมืองบริษัทอื่นที่ไม่ใช่คุณ คุณคิดว่าใครน่าสนใจ?” ทำไมครับ? คุณเก็บข้อมูลเหล่านี้ รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ทีละนิดทีละน้อย และคุณก็จะได้เรียนรู้เติมเต็มภาพของธุรกิจจนคุณเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมา

แล้วคู่แข่งล่ะ ถ้าคุณมีปืนอยู่ในมือและคุณยิงใครทิ้งก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมายคุณอยากซัดใคร? ทำไม? ลองถามซีอีโอ ด้วยประโยคเหล่านี้และคุณจะได้รับคำตอบที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งของคนที่อยู่ในธุรกิจจริง ๆ เชื่อผมเถอะความรู้จะติดตัวเราไปจนวันตาย เมื่อเราเรียนรู้สิ่งใดแล้วสิ่งนั้นก็จะเป็นองค์ความรู้ให้เราต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ นั่นทำให้คุณได้เรียนรู้ รู้ลึก รู้จริง “รู้กระจ่าง”

น้องไวไว อยากเป็นวีไอ ซื้อปั๊บขึ้นปุ๊บกำไรเลยเดือนหน้า หรืออีกสองเดือน ค่อยหาตัวใหม่ให้พีอีต่ำ ๆ ไว้ ผมคิดว่านั่นยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสักเท่าไรครับ นักลงทุนรุ่นใหม่ควรใช้เวลาให้ลึกกับธุรกิจ อ่านรายงานประจำปี 56-1 ฟัง Oppday ประชุมผู้ถือหุ้น คุยกับ IR หาข้อมูลจากเน็ต จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เปรียบเทียบงบการเงินของลูกค้า คู่แข่ง หลาย ๆ บริษัท ถามตัวเองว่าทำไม เค้ากำไรมากกว่า ทำไมคู่แข่งมาร์เก็ตแชร์มากกว่า ผู้บริหารให้สัมภาษณ์อะไรไว้บ้าง นั่นเป็นเส้นทางวีไอที่ถูกต้อง และจะทำให้พวกเราประสบความสำเร็จบนเส้นทางนี้ได้ยั่งยืนกว่าครับ

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

เลคเชอร์ของฟิชเชอร์


วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้เครดิต ฟิชเชอร์ ว่าท่านเป็นผู้สร้างแรงดลใจในการลงทุน ให้เลือกเฟ้น ธุรกิจที่ดี ทุกครั้งที่ลงทุนให้คำนึงถึง แบรนด์ รวมถึง ความสามารถในการแข่งขัน ฯลฯ
ครั้งนี้เราลองมาฟังบรรยาย ซึ่ง ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ครั้งหนึ่งเคยบรรยายไว้ที่ สแตนเฟิร์ด ถึงแนวคิดของท่าน (การบรรยายนี้สรุปมาจาก discussion บอร์ดเก่าของ Motley fool ที่เคยมีการโพสต์ไว้ ปี 2001)
เรียบเรียงตามความเข้าใจ ไม่ได้แปลตามตัวอักษร


Nevercry.boy
เด็กผู้ชายไม่ร้องไห้
Mar 9, 2012
...................
เลคเชอร์ของฟิชเชอร์ชุดนี้ได้บรรยายไว้ให้กับมหาวิทยาลัยแสตนเฟิร์ด ในคลาสเรียนของลูกศิษย์ของเค้าในปี 1961 (โปรเฟสเซอร์ แจ็ค แม็คโดนัลด์)

Prof. McDonald: (introduction)
โปรเฟสเซอร์ แม็คโดนัลด์ กล่าวนำโดยอ้างอิงคำพูดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่อ้างถึงข้อดีในการลงทุนด้วยวิธีคิดของ ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ในรายงานประจำปีของ เบิร์กไชด์

- McDonald: ฟิล ฟิชเชอร์ กล่าวว่า ในการลงทุนนั้นนอกจากตัวบริษัทแล้วเราต้องลงมือทำการวิเคราะห์ ซัพพลายเออร์ คู่แข่ง ตลอดจนลูกค้าของบริษัท
ผมคิดว่านักกลยุทธ์ในปัจจุบันเป็นหนี้บุญคุณ ฟิล ฟิชเชอร์ ค่อนข้างมาก เราผู้เป็นลูกศิษย์ลูกหา ควรตระหนักและรำลึกถึงวิธีการที่ล้ำค่าดังกล่าว
ท่านเป็นผู้นำในการวิเคราะห์ ธุรกิจไฮเทค ซึ่งเป็นธุรกิจเติบโต
คลาสเรียนในปี 1961 ท่านให้วิเคราะห์บริษัท Texas Instruments เพราะอาจารย์ฟิชเชอร์ท่านสนใจในธุรกิจ เซมิคอนดัคเตอร์ (ซึ่ง ณ ขณะนั้นเป็นธุรกิจไฮเทค ที่มีการเติบโต)


ท่านกล่าวไว้ว่า
"เราควรจะค้นหาและตรวจสอบบริษัทที่ยิ่งใหญ่เช่น บริษัท Texas Instruments ในธุรกิจเซมิคอนดัคเตอร์"
ผมขอคารวะอาจารย์ฟิชเชอร์ เพราะนั่นทำให้ผมได้ซื้อหุ้น 100-bagger อย่าง โมโตโรล่า 
หรือถ้าจะกล่าวแบบสรุปลองดู เดลคอมพิวเตอร์ หรือบริษัทในกลุ่มนี้ ถ้าคุณลงทุนหมื่นเหรียญตอนนั้น ตอนนี้มูลค่าเกิน หนึ่งล้านเหรียญไปแล้ว
เมื่อพอร์ตการลงทุนของคุณ มีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม ผลตอบแทนของพอร์ตคุณก็จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนน้อยลง (โปรเฟสเซอร์ แม็คโดนัลด์ กล่าวถึงการกระจายหุ้นระหว่าง 7 ตัว ถึง 10 ตัว - จุดนี้อาจมีการตีความคำว่ากระจายความเสี่ยงแย้งกับฟิชเชอร์อยู่บ้าง ฟิชเชอร์ กล่าวไว้ว่า มีหุ้นในพอร์ต 8 ตัว เค้าก็ปวดหัวแล้ว)
ผมอยากให้นักศึกษาเข้าใจจิตวิญญาณของ อาจารย์ฟิชเชอร์ ว่าท่านใช้เวลาในการศึกษาบริษัทจนลึกซึ้ง ท่านไม่ใช่ตื้น ๆ ผมขอย้ำว่าท่านศึกษาจนลึกมาก มากกว่าที่ใครต่อใครจะคาดคิดว่า ทำไมนักลงทุนคนหนึ่งจะครุ่นคิด ลึกซึ้งขนาดนี้เกี่ยวกับบริษัทที่เค้ากำลังลงทุน
...............

แนวคิดของ Phil Fisher:

- ข้อแนะนำ: (1) ซื้อบ้าน (2) รู้จักเก็บหอมรอมริบ (3) ลงทุนระยะยาว
- พีอี ไม่ได้บอกคุณว่าบริษัทที่คุณกำลังลงทุน ดีหรือไม่ดี บอกแค่เพียงว่า ณ ขณะราคานี้ หุ้นราคาถูกหรือแพง
- สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารที่มีฝีมือโดดเด่นเหนือคู่แข่ง
- เมื่อไรที่คุณรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่คุณกำลังค้นหา เมื่อนั้นคุณมาถูกทางแล้ว
- บริษัทดาษดื่นทั่วไป ชอบทำงานกันสบาย ๆ ติดยึดกับรูปแบบเก่า ๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคู่แข่งลงมาแข่งขันพร้อมกับกรรมวิธีใหม่ ๆ ซึ่งลบล้างรูปแบบการทำงานเก่า ๆ เมื่อนั้นบริษัทของคุณก็จะถูกผลักดันให้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- วิธีการที่เราจะดูว่าผู้บริหารทำงานได้ดีหรือไม่ นั่นคือให้ดูปฏิกริยาของเค้าที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง เค้าต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เค้ารับมือได้หรือไม่ เพราะนั่นอาจนำมาสู่ มาร์เก็ตแชร์ขนาดใหญ่ ตลอดจนความหายนะหรือการอยู่รอดของธุรกิจ


งานแรกของคุณ: ชี้ชัดออกมาให้ได้ว่าปัญหาของโลกธุรกิจ ณ ขณะปัจจุบันคืออะไร?
ฟิชเชอร์เล็งเห็นว่า ทำอย่างไรที่บริษัทจะสามารถเข้าใจถึงหัวใจของพนักงานได้ ดูจะเป็นปัญหาของธุรกิจในปัจจุบัน ในภาวะที่ครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ซึ่งทั้งพ่อและแม่ ก็ต้องปากกัดตีนถึบ เพราะทั้งคู่ต่างก็มีภาระที่ต้องทำงาน ทำอย่างไรบริษัทจะชนะใจพวกเค้าและมัดใจเค้าให้อยู่กับองค์กร? 
การต่อรองกับพนักงานไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดความจงรักภักดี และผลประโยชน์ที่ริดรอนมาจากพนักงานก็คงไม่ทำให้บริษัทร่ำรวยขึ้นแต่ประการใด บริษัทที่เข้าใจลึกซึ้งถึงปัญหานี้และสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของคุณก็จะสูงขึ้นจนคู่แข่งยากจะตามทัน


ฟิชเชอร์ตอบคำถาม: 
"ภายใต้การบริหารของผม บอกตามตรงการที่เราถือครองหุ้นมากถึง 8 ตัว ก็นับเป็นสัญญาณอันตรายอย่างหนึ่ง"
- ฟิชเชอร์ กล่าวต่อ: "ผมเชื่ออย่างมากในเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่การกระจายความเสี่ยงมากจนเกินไปก็เป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง"
ตลาดหุ้นประกอบด้วยทั้งคนที่ไร้ความรู้ตลอดจนพวกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ในโลกแห่งการเงินอยู่มากมาย ที่เข้าไปเล่นหุ้นกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ผมรู้สึกเวียนหัวกับเรื่องราวของมัน

- เมื่อไรควรจะขาย?
เมื่อบริษัทถดถอย
"อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของการเป็นนักลงทุนระยาวของผมนั้นเป็นที่รับทราบกันดี แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็ยังพลาด ในการที่ขายหุ้นที่ดีออกมาเร็วกว่าเวลาอันควร"

- ควรลงทุนนอกสหรัฐอเมริกาหรือไม่? 
ผมยังไม่เห็นด้วยนะ. ทุกครั้งที่ผมลงทุนผมต้องรู้จักคนที่ผมจะติดต่อด้วย การเดินทางออกนอกประเทศเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง ถ้าคุณไม่คำนึงถึงปัจจัยพวกนี้ภายหลังอาจเกิดผลกระทบตามมาได้
เป็นที่ทราบกันว่า ฟิชเชอร์ ต้องการข้อมูลจากทุกแหล่งที่เค้าจะเข้าถึงข้อมูลได้
ตัวเลขจากแหล่งต่าง ๆ มักจะอวดอ้างเกินจริงเสมอ สิ่งที่ผมต้องการคือคุณภาพขององค์กรต่างหาก
ปัจจุบันเรามีข้อมูลเยอะแยะมหาศาลมากมาย แต่คุณภาพของบริษัทในปัจจุบันไม่เห็นจะพัฒนาขึ้นสักเท่าไร

สองสิ่งที่ผมจ้องมองค้นหา และคาดหวังจะได้รับจากผู้บริหารในบริษัทที่ผมยึดมั่นลงทุนนั่นคือ 
1) ความโปร่งใส และ 2) ความรับผิดชอบ

"ถ้าคุณยังไม่ได้รู้จักผู้บริหารของบริษัทที่คุณลงทุน งานของคุณยังไม่จบ" ฟิชเชอร์กล่าว

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

ฟิลลิป ฟิชเชอร์ และ อาจารย์เบน

เรียบเรียงตามความเข้าใจไม่ได้แปลตรงตัวอักษร โดย Nevercry.boy


15 มกราคม 2555

Growth Investor นั้นมีหลายคนแปลเป็นภาษาไทยไว้ว่า นักลงทุนในหุ้นเติบโต บางท่านว่า นักลงทุนในหุ้นโตไว ก็ว่ากันไปต่าง ๆ นานา แต่การให้ความหมายนั้นผมว่ามีความสำคัญนะครับ บางท่านว่า เอ๊ะ พี่ NB คุณลงรายละเอียดมากเกินไปหรือเปล่า ผมคิดว่าไม่เกินไป นักลงทุนในหุ้นเติบโต โตนั้นโตแค่ไหน โตช้าหรือโตเร็ว ยิ่งให้คำจำกัดความว่า นักลงทุนในหุ้นโตไว นั้นยิ่งไปกันใหญ่ จากบทสัมภาษณ์ของฟิชเชอร์ ก็จะเห็นว่าแม้ท่านจะเป็นบิดาแห่ง Growth Investor แต่ท่านมีชื่อเสียงในการถือหุ้นอย่างยาวนานเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว

ส่วนตัวผมเอง ผมให้คำจำกัดความไว้ว่า ผมเป็นนักซื้อธุรกิจเติบโตยั่งยืน เช่นนั้นแล้ว ผมไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด แต่ผมมุ่งแสวงหา ความมั่นคงร่มเย็น ให้กับตนเองและครอบครัว กระนั้นเองความสุขและความสนุกในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ก็เป็นกิจที่ผมเฝ้าสั่งสอนตนเองเป็นประจำ 

หากเราเริ่มต้นด้วยการเป็น นักซื้อธุรกิจเติบโตยั่งยืน แล้ว เราจะถอยหรือเราจะเรียนรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ เราควรเรียนรู้ให้ลึก เพราะการเป็น นักซื้อธุรกิจเติบโตยั่งยืน นั้น สำคัญที่สุดคือการพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต และแม้กระนั้นก็ตามเราต้องเรียนรู้อดีตด้วย พื้นฐานของ อดีตด้วย หากเราบอกว่าเราจะใช้หลักการของ Value Investor เพื่อวิเคราะห์อดีต แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่ใช่ และถ้าใครบอกว่าให้ละเลยหลักการของ นักลงทุนในหุ้นคุณค่า (Value Investor) โดยละทิ้งการวิเคราะห์อดีตเลยก็ไม่ใช่อีกเช่นเดียวกัน สำคัญคือ เราต้องวิเคราะห์อดีตจนเห็นอนาคต นั่นคือสิ่งที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ค้นพบแนวคิดของ สองปรมาจารย์ จนมาเป็นหนึ่ง


...................

ถาม: คุณได้รับอิทธพลอะไรจาก อ.เกรแฮม/ด็อจด์ และ อ.ฟิล ฟิชเชอร์ บนปรัชญาการลงทุนของคุณบ้างครับ? หากคุณสามารถแยกแยะเป็นสัดส่วนได้ รบกวนบอกได้หรือไม่ว่าคุณใช้หลักการณ์ของ อ.เกรแฮมกี่เปอร์เซนต์ และ หลักการของ อ.ฟิชเชอร์ กี่เปอร์เซนต์

[บัฟเฟตต์] สิ่งที่อาจารย์ทั้งสองท่านสั่งสอนหากนำไปใช้ปฎิบัติ สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นได้ทั้งสองทางนั้นล่ะครับ

อ.เบน แกรม-เหมอะ (Graham - อ่านว่า แกรม-เหมอะ) มีอิทธิพลกับผมมากกว่า ฟิล ครับ ผมทำงานกับ อ.เบน ผมเรียนหนังสือกับเค้า และพื้นฐานสำคัญทางความคิด 3 สิ่ง อันประกอบด้วย (1) หุ้นคือธุรกิจ (2) ทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับตลาดหุ้น และ (3) ทำอะไรจงมีค่าเผื่อความปลอดภัยไว้เสมอ ทั้งหมดนี้มาจากอาจารย์ เบน ครับ

ฟิล ฟิชเชอร์ เปิดสายตาผมให้กว้างขึ้นในการมองหาธุรกิจชั้นยอด

การมองหาธุรกิจชั้นยอด แม้ว่าคู่หูของผม ชาร์ลี มังเกอร์ ก็สอดส่องมองหาอยู่ทุกวัน อาจกล่าวได้ว่า ชาร์ลีทำมากกว่าที่ฟิชเชอร์ทำเสียอีก แต่ฟิลเค้ายึดมั่นหลักการที่เค้าเขียนไว้ในหนังสือ และนำมันมาใช้ทั้งหมด และผมได้อ่านหนังสือเค้าในช่วงต้นปี 1960

หลักการณ์ของฟิลยังคงเป็นอมตะ ผมยอมรับในตัวของเค้ามาก แต่ อ.เบน เป็นคนพิเศษสำหรับผม

[ชาร์ลี]: อ.เบน มีจิตใจที่น่าเคารพยำเกรง ท่านเขียนสื่อสารใจความได้ชัดเจน และแสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งเวลาที่ท่านยกตัวอย่าง แล้วคนอ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย สะท้อนให้เห็นภาพ และผมเองก็รู้สึกได้ถึงผลสะท้อนของแนวคิดของอาจารย์เบนทั้งทางตรงและทางอ้อม จาก วอร์เรน บัฟเฟตต์

เรื่องที่น่าสนใจสำหรับผมก็คือแม้ว่า บัฟเฟตต์ จะอยู่ในการเลี้ยงดูของ อ.เบน มาตั้งแต่ครั้งที่เป็น ขวัญใจนักเรียน เมื่อ สามสิบปีที่แล้วที่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าบัฟเฟตต์สามารถทำได้ดีกว่า

นั่นคงเหมือนสัจธรรมของโลกที่มิลตันครั้งหนึ่งกล่าวไว้ "ถ้าอยากจะมองเห็นไกลกว่าคนอื่น คุณควรจะขึ้นไปยืนบนบ่าของยักษ์ใหญ่" ดังเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยืนบนไหล่ของ อ. เบน และสุดท้ายเค้าก็ทำได้ดีกว่า อ.เบน ไม่ต้องสงสัยครับ วันหนึ่งจะมีใครสักคนที่จะทำได้ดีกว่าพวกเราปรากฏตัวออกมาอย่างแน่นอน

....................

[บัฟเฟตต์]

ผมสนุกกับการเมคมันนี่มากกว่า อ. เบน

สำหรับ อ.เบน แล้วมันเป็นผลจากบางสิ่ง อย่างน้อยในช่วงเวลาที่ผมรู้จักเค้า ขั้นตอนตลอดจนภาพรวมของเกมส์ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเค้า

เค้าสนใจทำเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องของการลงทุน

และคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนักหากใครจะนำผมไปเปรียบกับ อ. เบน

สำหรับผม ผมรู้สึกว่าการลงทุนมันน่าสนใจ ดังนั้น ผมจึงให้เวลากับมันมาก ผมให้เวลากับการลงทุนและครุ่นคิดเรื่องราวธุรกิจ อาจเป็นไปได้ว่าผมรู้จักธุรกิจมากกว่าที่ อ. เบน รู้จัก ดังที่กล่าวมา อ.เบน มีหลายเรื่องที่ท่านสนใจ ดังนั้นการนำผลงานของผมไปเปรียบเทียบกับท่านก็อาจจะไม่เหมาะสมนัก

...................

  • Source: BRK Annual Meeting 1997
  • URL:
  • Time: May 1997

...................

ความเห็นเพิ่มเติม

1) คุณไม่จำเป็นต้องเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่มีความจำเป็นเลย ที่คุณจะเป็น ฟิล ฟิชเชอร์ หรือปีเตอร์ ลินช์ เป็นตัวของคุณเอง แต่พยายามศึกษาหาความรู้ "ยืนอยู่บนบ่าของยักษ์ใหญ่ จะเห็นได้ไกลกว่า" ศึกษานักลงทุนระดับโลกเหล่านี้จากสิ่งที่เค้าเขียนและเป็นตัวของเราเอง

2) มีความสุขและสนุกกับสิ่งที่คุณสนใจทำ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม

Nevercry.boy
Jan 16,2012

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

A talk with Philip Fisher




A talk with Philip Fisher 

เรียบเรียงตามความเข้าใจไม่ได้แปลตามตัวอักษร โดย Nevercry.boy วันที่ 3 ธันวาคม 2554

ออฟฟิตของฟิชเชอร์ไม่ใช่ออฟฟิตที่หรูหรา ท่านทำงานในห้องแถวชั้นเดียวขนาด 9 ห้องติดกัน ธรรมดา ๆ และไม่ได้มีอะไรพิเศษ อยู่ในเมือง ซานมาทีโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ถ้าการจราจรไม่ติดขัดขับรถเพียง 30 นาทีก็ถึงออฟฟิตของท่าน

ภายในสถานที่ทำงานของท่านก็เรียบง่ายเช่นเดียวกัน เป็นห้องโถงเปิด มีเลขานั่งอยู่เพียงหนึ่งคน มีตู้เอกสาร โทรศัพท์ เครื่องตอบรับอัตโนมัติ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีเครื่อง Quotron ไม่ได้มีชั้นวางหนังสือที่ยุ่งยากมากมาย 

คงมีเพียงจิตใจที่สงบ จิตใจที่ผ่านการฝึกฝนอย่างดีแล้วแค่นั้นก็เพียงพอ

ฟิชเชอร์กล่าวออกตัวว่าโต๊ะทำงานของท่านรกมากเพราะท่านเพิ่งเดินทางกลับมาจากนิวอิงแลนด์ ท่านไปทำธุระเรื่องค่าจ้างเมื่อลูกจ้างมารายงานตัวเพื่อทำงานในรัฐนิวอิงแลนด์สัปดาห์ที่แล้ว

ในเดือนกันยายนนี้อายุท่านจะย่างเข้าวัยแปดสิบ ฟิชเชอร์ยังคงกระฉับกระเฉง คมความคิด และความฉลาดหลักแหลมของท่านมั่นคงไม่หวั่นไหว ท่านยังคงบริหารกองทุน และพัฒนาแนวคิด วิธีการใหม่ ๆ ที่สั่งสมขึ้นในแต่ละวัน 

คนญี่ปุ่นมักจะยกย่องผู้มีความรู้ ผู้มีปัญญา เฉกเช่นทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ในความเห็นของเราไม่เพียงแค่วอลท์สตรีทหรือแม้แต่ในรัฐแคลิฟอร์เนียแต่หมายถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ฟิชเชอร์สมควรได้รับการเชิดชูเกียรติเฉกเช่น "ปราชญ์ของแผ่นดิน"

คำถาม: ท่านเห็นสัญญาณอะไรบ้างครับสำหรับวันนี้?

ฟิชเชอร์: ผมเห็นหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนใหม่ ๆ ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรซื้อขายกันอยู่ที่ราคาประมาณ หกเท่าของรายได้ ส่วนบริษัทพื้น ๆ ก็ขายกันอยู่ที่ สามหรือสี่เท่าของรายได้ ผมว่ามันอันตรายนะ คือผมไม่ได้บอกว่ามันจะเกิดหายนะในเดือนหน้านะ ผมก็ไม่รู้ แต่ผมอยากเตือนให้ระวัง

ผมเห็นการขยายเครดิตอย่างมากเกือบจะทุกทาง ถ้าแบงค์ของประเทศใช้กฎเกณฑ์เดียวกันกับบริษัททำ จดบันทึก ปริมาณสินทรัพย์ สินเชื่อ แจ้งแก่ตลาด ทุกคนก็จะพบว่าปัจจุบันนี้เราอยู่ในสถานะการณ์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ 

ผู้บริโภคมีหนี้สินสูงมาก ความเห็นของผมนะ สูงเกินตัวเมื่อเทียบกับรายได้ หลายคนแย้งว่า หนี้ยังไม่สูงหรอกถ้าเทียบกับทรัพย์สินที่เค้ามี

พูดอะไรกัน เหลวไหล? คุณก็รู้กันอยู่ว่าตลาดหลักทรัพย์ไม่เคยให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงกว่าพื้นฐานอยู่แล้ว ตลาดมักจะกดราคาอยู่แล้ว!

เรามาถึง “ทางตัน” รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ (ขณะนั้น ประธานาธิบดี เรแกน, Fed Chairman คือคุณอลัน กรีนสแปน) เรากำลังขาดดุลทางการค้า ในความเห็นของผมมันเป็นสิ่งที่รุนแรงพร้อม ๆ กับจะสร้างปัญหาหนักหน่วงที่กำลังจะตามมา

Fed และรัฐบาลของเรากู้ยืมเงินจากต่างประเทศให้มาซื้อตลาดพันธบัตร คือผมหมายความว่าการที่เค้ากระตุ้นให้คนต่างชาติมาเป็นเจ้าของทรัพย์สินของประเทศนี่มันบัดซบจริง 

ถ้าพูดแบบสุภาพนะมันเป็นการสิ้นคิด ไม่ช้าก็เร็วคนต่างชาติพวกนั้นเค้าย่อมอยากได้เงินของเค้าคืน ถ้าเวลานั้นมาถึงอะไรจะเกิดกับมูลค่าของเงินดอลลาห์ อะไรจะเกิดกับตลาดหุ้น คิดแล้วมันน่ากังวลครับ
พวกไอ้จ๋อในวอชิงตันก็จ้อกันอยู่ได้ว่าเราต้องทำให้พันธบัตรของเราเป็นที่ดึงดูดของคนต่างชาติเพื่อกระตุ้นให้พวกเค้าซื้อมันมากขึ้น

ดูสถานการณ์โลก ณ ขณะนี้สิครับ ภาวะสิ้นหวังทางเศรษฐกิจของเหล่าประเทศโลกที่สามกำลังลุกลาม สถานการณ์ตอนนี้ไม่แตกต่างจากช่วงปลายปี 1920 เลยครับ

ระหว่างปี 1929-1933 เราเข้าสู่ปีที่ยากลำบากทางเศรษฐกิจ คนในยุคนั้นโดนทำให้ขวัญกระเจิง คนร่ำรวยมั่งคั่งไม่มีงานทำ คนร่ำรวยต้องปิดไฟเกือบทุกดวงในบ้านเพื่อประหยัด ผมเคยพบกับผู้บริหารโรงงานแห่งหนึ่งที่สุดท้ายแล้วกลายเป็นยามในขณะที่ภรรยาของเค้าเป็นคนทำความสะอาด

คำถาม เมื่อไรหายนะแบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งครับ?

ฟิชเชอร์: ผมไม่รู้ทั้งหมดหรอกครับบางอย่างผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเป็นอย่างไรระหว่างปี 1927-1929 คนฉลาดสุด ๆ คนเก่ง คนที่สุขุมมีเหตุผล ต่างก็กลัวนรกในปี 1927 และยังต่อเนื่องไปอีกถึงสองปีกว่า

มันอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งนะ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน

เราเรียนรู้ว่าจะฉีดยาสลบเพื่อระงับความเจ็บอย่างไร การฉีดยาสลบก็ง่าย ๆ พิมพ์เงินออกมายัดใส่มือชาวบ้านหรือเปิดเครื่องปั๊มเครดิต เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายขนาดใหญ่มาก ๆ ทั้งค่าใช้จ่ายภาครัฐและการขยายเครดิตไปทั่ว

แค่นี้เราก็จะไม่วิกฤติแล้วใช่มั๊ย? แต่รู้มั๊ยอะไรจะเกิดตามมา เงินเฟ้ออย่างมหาศาล มันเคยเกิดมาแล้วในอาร์เจนติน่าและบราซิล ผมว่าในอีก 2 ปี หนึ่งถึงสองปี เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นและดำเนินไปสี่ถึงห้าปี


คำถาม ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น พวกเราจะป้องกันตัวอย่างไรครับ?


ฟิชเชอร์: ผมศึกษาลึกกับกรณีเช่นนี้ ยกตัวอย่างกรณีของประเทศฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รวมถึงเยอรมัน มันเป็นภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมากครับ ในเยอรมันเงินเฟ้อพุ่งไปถึงระดับอินฟินิตี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นในทั้งสองประเทศ ถ้าคุณลงทุนซื้อซุปเปอร์สต๊อกตามนิยามของผม ไม่ใช่สต๊อกดาษดื่นทั่ว ๆ ไปนะ

แม้ว่าคุณจะต้องร้อง “แม่งเอ๊ย” ขึ้นมาดัง ๆ ระหว่างที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไป แต่หลังจากเงินเฟ้อจบลง กำลังในการซื้อกว่า 80% จะกลับมาในมือของผู้บริโภคและคุณจะพบผลลัพธ์ของมัน

ถ้าผมสามารถทำได้ที่จะมีเงินสด 80% เพื่อที่จะรอและอัดซื้อเข้าไปในช่วงเวลานั้น ถ้ายังไม่ถึงเวลานั้นผมก็ถือพันธบัตรไปก่อน การทำอย่างนั้นได้มันโคตรยาก 

การคาดเดาตลาด เพื่อจะหาจุดเวลาที่เหมาะสมถ้ายังไม่เหมาะสมก็ถือเงินสดจำนวนมาก ๆ ไปก่อน ผมคงไม่โคตรอัจฉริยะขนาดนั้น เพราะผมคิดว่ามันต้องมีช่วงเวลาพักที่ยาวนาน ผมก็ต้องพักยาวนานเช่นกันและผมต้องใช้เวลายาวนานในการกลับมาอีกหน นั่นไม่ใช่วิธีการของผม ตราบใดที่ผมไม่ชัวร์ ผมใช้วิธีการเฮดจ์ เอาง่าย ๆ นะ ผมมี 65-68% อยู่ในหุ้น 4 ตัว และมีประมาณ 20-25% เป็นเงินสด แล้วที่เหลือก็เป็นหุ้นตัวเล็ก ๆ ประมาณห้าตัวที่อยู่ในภาวะเตรียมพร้อม

ถาม ท่านทำไมไม่ซื้อหุ้นหรือถือหุ้นหลายตัวครับ?

ฟิชเชอร์: ผมมีสี่ตัวก็พอแล้วครับ เพราะผมก็ต้องการเท่านั้น มันตอบโจทย์ของผม ผมมีอีกห้าตัวแต่มีในจำนวนน้อยนะครับผมพึ่งซื้อเข้ามา ผมยังไม่มั่นใจ แต่ถ้าจะแทงผมคิดว่าสองในห้าดูดีกว่าอีกสามตัว

ทุก ๆ สิบปีจนถึงวันนี้มันไม่ได้เจอหุ้นดี ๆ บ่อย ๆ จนถึงอายุ 80 ผมเจออยู่ประมาณ 14 ตัวเท่านั้นเอง ตอนผมอายุสามสิบผมเจอสองตัว ผมกำไรในช่วงนั้นอย่างน้อยเจ็ดเท่าของปริมาณเงินที่ผมใส่เข้าไป และมันก็ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของผมสูงขึ้นมาเป็นพันเปอร์เซนต์

ปัจจุบันผมทำได้กำไรแค่สองหรือสามเท่า หุ้นหลายตัวที่ซื้อมาเพิ่มผมกำไรมากกว่าขาดทุน มีอยู่สองครั้งผมขาดทุนมากกว่า 50% ครับ และอีกหลายตัวผมขาดทุน 10% ผมถือว่านั่นคือต้นทุนของการทำธุรกิจ แต่หุ้นหลายตัวที่ลงมาไม่เยอะ ผมซื้อเพิ่ม และมันก็ตอบแทนผมมหาศาล

ความพยายามในการที่คุณจะต้องหาหุ้นคล้าย ๆ กับหุ้น 14 ตัวที่ผมทำกำไรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นครับ
หุ้นทั้ง 14 ตัวผมถือมันระหว่าง 8-9 ปี เอ่อ ตัวที่มากที่สุดผมถือมันมา 30 ปี ผมไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการได้กำไรน้อยเมื่อผมต้องรอคอยแล้วต้องได้กำไรที่คุ้มค่าที่มากมหาศาล

ถาม ท่านใช้คุณสมบัติอะไรในการเลือกหุ้นครับ?

ฟิชเชอร์: หุ้นเหล่านั้นต้องแข่งขันทางด้านต้นทุนได้คือดำเนินงานด้วยต้นทุนต่ำ ต้องเป็นเบอร์หนึ่งของธุรกิจ ต้องสามารถแสดงตัวชี้วัดที่โดดเด่นบนบรรทัดฐานของผม นั่นคือผมมักจะเปรียบเทียบกับคู่แข่งในญี่ปุ่น ปัจจุบันญี่ปุ่นมีสินค้าใหม่ที่โดดเด่นมานำเสนอ ผู้บริหารก็มีความสามารถสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่สำคัญเค้าสามารถรักษามาร์จิ้นในระดับสูง

ถาม คุณให้ความสำคัญกับผู้บริหารอย่างมากใช่มั๊ยครับ?

ฟิชเชอร์: การรู้จักผู้บริหารเหมือนการแต่งงานครับ คุณไม่มีวันรู้จักสุภาพสตรีจนกว่าคุณจะใช้ชีวิตอยู่กับเธอ ถ้าคุณไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้บริหารคุณไม่มีวันรู้จักธุรกิจเช่นเดียวกัน

ลองค้นหาบริษัทที่คุณชอบ สิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือลองถามจากลูกค้าที่ทะเลาะหรือเลิกใช้บริการของเค้า

ผมมีความสนใจในอุตสาหกรรมโรงงาน หรือเกี่ยวข้องกับการผลิต ผมเกลียดคำโฆษณาเกินจริง ผมชอบโรงงานที่มีการค้นคว้าวิจัย ค้นพบศาสตร์บริสุทธ์ ในธุรกิจอื่นเช่น รีเทลหรือไฟแนนซ์ ก็มีโอกาสที่ดี แต่ผมไม่ค่อยมีความรู้นะ ผมว่านักลงทุนที่พยายามจะลงทุนมันไปทุกอย่าง นับเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของการลงทุนนะครับ

ถาม ท่านกำลังมองหาหุ้นใหม่ ๆ ด้วยรึเปล่าครับ?

ฟิชเชอร์: ผมใช้เวลาเฝ้าจับตามองสถานการณ์เศรษฐกิจมากกว่าครับ ผมไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเข้าไปซื้อในวันนี้ ภายในภาวะบีบคั้นของสถานการณ์หุ้นดิ่ง ผมไม่อยากรีบเข้าไปซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหุ้นที่ผมไม่คุ้นเคย

ถาม ท่านครับหุ้น 9 ตัวของท่านมีอะไรบ้างครับ?

ฟิชเชอร์: ไอ้หุ้นตัวเล็ก ๆ 5 ตัว นั่นผมขอไม่บอกนะ ผมจะบอกหุ้นที่ผมถือเยอะ ๆ 2 ใน 4 ตัวให้ นั่นก็คือ Motorola กับ Raychem ตัวที่สามที่ผมถือเยอะมันเป็น Small-cap ครับ ซึ่งนักลงทุนคนอื่น ๆ ก็พยายามซื้อสะสมอยู่มาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วครับ แต่สภาพคล่องมันน้อย ถ้าผมบอกชื่อมันออกไปลงนิตยสารฟอร์ป มันคงขึ้นแบบวูบวาบ แต่ถ้าเกิดเมื่อใดตัวเลขรายได้ไม่เป็นดังคาดหวัง มันก็คงจะวูบลง ผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นครับ

ส่วนตัวที่สี่นี่มีผลงานสุดยอดมากนะครับเค้ามี การประสานกำลังของสินค้าที่เค้ามีอยู่ต่อยอดได้อย่างดีทีเดียว แต่ตอนนี้เค้ากำลังทำสิ่งที่สำคัญอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวเนื่องกับบริษัทปัจจุบัน ซึ่ง ถ้ามันสำเร็จก็ดีไป แต่ก็มีความเสี่ยงกับราคาหุ้น และอีกอย่างปัจจุบันราคาก็ขึ้นมาสูงแล้ว ผมขอไม่บอกดีกว่าครับ

สำหรับโมโตโรล่านั้น วอลล์สตรีทเพิ่งจะค้นเจอไม่นานนี้ครับว่าผู้บริหารเค้ามีความเก่งอย่างไร? เร็ว ๆ นี้เมื่อธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ล่มสลาย มีเพียงบริษัทสำคัญ ๆ ที่ได้กำไรปานกลางแต่ก็ไม่ได้มากมายครับ แต่บริษัทอื่นนี่สิครับถึงกับล้มไปเลยและมีสามบริษัทที่ขาดทุนอย่างหนัก ประเด็นนี้นักลงทุนในวอลล์ตรีทก็เลยหันมาให้ความสนใจ แต่ไม่ใช่ว่านักลงทุนหันมาสนใจเฉพาะกำไรอย่างเดียวแล้วแปลว่าบริษัทมันดีนะครับ

วอลล์สตรีทควรจะให้ความสำคัญกับความเข้มงวดในการควบคุมกระบวนการผลิต คุณภาพการผลิตโดยใช้หลักสถิติ ลดเวลาการผลิต และนั่นจะทำให้สินค้าคงคลังลดลง ต้นทุนการผลิตลดลงครับ

โมโตโรล่าเป็นบริษัทที่ดำเนินงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมในการดำเนินการ เหตุผลหนึ่งก็คือในธุรกิจเซมิคอน เราควรจะเลือกทำเฉพาะทางที่เรามีความสามารถจริง ๆ มากกว่าจะทำเกลื่อนไปหมด และนั่นเราจะวิ่งไปเจอปัญหา และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและคุณธรรมของ บ๊อบ กาลวิน แชร์แมน

ตอนนี้โมโตโรล่าไม่ใช่ธุรกิจเลหลังที่พร้อมจะขายถูก ๆ แล้วนะครับ แต่เตรียมพร้อมที่จะทะยานทีเดียว

ในกรณีของ Raychem สถานการณ์มันเป็นอีกแบบนึง (ยอดขาย 944 ล้านเหรียญ, Raychem เป็นผู้ผลิต พลาสติกเกรดสูง) หลายปีก่อนผู้บริหารเล็งเห็นว่ากระบวนการผลิตแบบเก่าไม่สามารถรองรับการขยายในอัตรา 20-25% ต่อปี เพราะมันเป็นกระบวนการผลิตเริ่มแรกตั้งแต่ตั้งโรงงาน Raychen เริ่มต้นกระบวนการผลิตแบบทันสมัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เค้าก็ยังพลาดเรื่องการประมาณการครับว่าอีกกี่ปีมันจะคืนทุน

หลายปีต่อมา กระบวนการผลิตที่ทันสมัยนี้เริ่มออกสู่ตลาด ผู้คนเริ่มกลับมาสนใจในอัตราการเจริญเติบโตของบริษัทโดยดูจากค่าใช้จ่าย R&D จริง ๆ แล้วการนำสินค้าออกสู่ตลาดแม้ว่า R&D จะสำคัญแต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแผนกการตลาดครับ

ความจริงที่ว่าสินค้าใหม่ที่ออกสู่ตลาด มักจะถูกจัด ถูกมองรวม ๆ กัน สร้างรายได้คงที่มาหลายปี สำหรับบริษัทที่เติบโตคงที่มาหลายปีจะถูกละเลยจากวอลล์สตรีทเพราะพวกเค้ามองกันแค่สั้น ๆ หลายรอบของการเติบโต จนกระทั่งความสงสัยเหล่านี้ถูกสะสมขึ้น สะสมขึ้น บริษัทนี้โตจริง ๆ รึเปล่า

สำหรับผมนี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Growth Company แต่ซื้อขายกันที่ P/E ที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่สะท้อนต่อมูลค่าของกิจการ

ถาม นอกจากผู้บริหารที่ดีแล้วท่านวัดจากอะไรอีกครับ?

ฟิชเชอร์: เมื่อผมมีการถกประเด็นเรื่องหุ้นกับลูกค้าผมนะครับว่าผมชอบหรือไม่ชอบหุ้นตัวนี้ แล้วลูกค้าผมบอกว่า “โอเค ถ้าคุณพูดแบบนั้น ก็ลุยเลย” แบบนี้ผมค่อนข้างจะประสบความสำเร็จครับ

แต่ผมบอกว่า เราจะซื้อหุ้นตัวนี้สัก 10,000 หุ้นแล้วลูกค้าผมบอกว่า อัดไป 50,000 หุ้นเลยสิ แบบนี้ผมค่อนข้างรู้สึกว่า สายไปเสียแล้วที่จะซื้อมัน

หรือบางทีนะครับเวลาที่ผมไปประชุมพวกหุ้นเทคโนโลยี และเห็นคนมุงดูอยู่เต็มห้อง ผมค่อนข้างมั่นใจนะครับว่าอย่าไปซื้อหุ้นตัวนั้นเลยครับ

ถาม คุณเป็นนักลงทุนสวนกระแสรึเปล่าครับ?

ฟิชเชอร์: การประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่การเป็นนักลงทุนสวนกระแส 100% เมื่อกลุ่มรถยนต์มีการวิวัฒนาการมาแทนระบบขับเคลื่อนของรถรางในเมือง นักสวนกระแสบางคนก็แห่เข้าไปซื้อหุ้นของรถรางตกยุค ตลกน่ะ คุณอย่าไปทำแบบนั้น

คุณควรจะวิเคราะห์ก่อนว่าการขายหรือการตกลงมาของราคาหุ้นมีเหตุผลอะไร และนั่นจะนำมาซึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

ถาม บทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนักลงทุนคืออะไรครับท่าน?

ฟิชเชอร์: ภายใต้แรงกดดันความตื่นตระหนกนักลงทุนหลายคนพยายามที่จะซื้อวันนี้และขายในวันรุ่งขึ้น อย่าไปทำแบบนั้นเลยครับมันไม่ใช่ความสำเร็จที่ยังยืนได้มาก็เล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าคุณเป็น “นักลงทุนระยะยาว” เหมือนดังที่ผมปฏิบัติอยู่ทุกขณะจิต คุณจะได้รับความสำเร็จมากมายมหาศาล 

ลูกค้าในระยะต้นคนหนึ่งของผมเคยให้ข้อสังเกตว่า “อาจารย์ครับขายทำกำไรไม่ได้ทำให้ใครเจ๊งนะครับ”

มันก็จริงอยู่แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องขายทำกำไรให้ได้ทุกครั้งนะทุกอย่างนะ วิธีคิดแบบนี้จะไม่อนุญาตให้คุณผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลาในการลงทุน

เรื่องน่าขันก็คือ ผมเจอนักลงทุนหลายคนปากก็บอกว่าตัวเองเป็นนักลงทุนระยะยาวแต่ก็มีความสุขกับการซื้อ ๆ ขาย ๆ ทุกวัน

หลายปีก่อนผมเป็นที่ปรึกษาการลงทุนให้กับทรัสต์แห่งหนึ่ง ผมซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งของ Texas Instument ที่ 14 เหรียญ (ผมคิดว่าหุ้นตัวนี้มีการ Split ออกที่ประมาณ 15 เท่า) และเมื่อหุ้นราคาทะยานไปถึง 28 เหรียญแรงกดดันเริ่มมามหาศาล ทำไมไม่ขายออกไปสักครึ่งนึงก่อน ผมยืนหยัดถือไปจนถึง 35 เหรียญ ก็โดนอีก ฟิล เชื่อผมขายมันออกก่อนครึ่งนึงแล้วค่อยซื้อคืน”

 น่าขำ” ขายออกก่อนอ่อนซื้อคืน คำ ๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำที่ดีหรือห่วย มันคือจิตวิทยาการลงทุนก็แค่นั้น มันบอกไม่ได้หรอกครับว่าคุณจะถูกหรือคุณจะผิด

และแล้วหุ้นก็วิ่งไปสูงกว่า 250 เหรียญภายใน 2-3 ปีหลังจากนั้นก็มีการแตกหุ้นในช่วงระหว่างปี 50 แต่อย่างไรก็ตามมันไม่เคยตกลงไปที่ 35 เหรียญ อีกเลย

ถาม อะไรทำให้คุณมองข้ามการลงทุนระยะสั้นอย่างสิ้นเชิงครับ?

ฟิชเชอร์: ช่วงปี 1930 ผมเริ่มทำงานที่บริษัท FMC ครับเป็นบริษัทผลิตเครื่องจักรที่ใช้ทำอาหารอย่างไรก็ตามสองในสามของธุรกิจของบริษัทคือขายผักผลไม้กระป๋อง ผมเริ่มเรียนรู้ในการวิเคราะห์หุ้นอาหารกระป๋อง

หลายต่อหลายครั้ง ประมาณสามครั้งมั๊งครับในช่วงทศวรรษสามสิบ ผมซื้อหุ้นของบริษัท California Packing ก็คือบริษัท Del Monte line ในราคาที่ค่อนข้างต่ำ เวลาที่ภาพรวมของธุรกิจอาหารไม่ดีแล้วก็ขายไปในช่วงที่ดี 

ในระหว่างเดียวกันผมซื้อหุ้นของบริษัท FMC (Food Machinery) ให้ลูกค้าของผมมากเท่าที่บริษัท Food Machinery ยอมขายให้

ในปี 1940-1941 ผมทบทวนเรื่องการซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น California Packing ใช้เวลามากกว่าที่ผมเฝ้าดู Food Machinery และผลประกอบการของ Food Machinery ก็มากกว่าการซื้อ ๆ ขาย ๆ California Packing มากครับ บทเรียนนี้จึงนำให้ผมเลิกเชื่อเรื่อง ซื้อถูกขายแพง ทำกำไรก่อนแล้วเข้าไปใหม่ มันไม่ยั่งยืนครับ

ถาม วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่าเค้าเป็น 85% ของ เบน เกรแฮม และ 15% ของ ฟิล ฟิชเชอร์ ท่านว่าอะไรเป็นความแตกต่างระหว่าง ค่ายเกรแฮม กับ ค่ายฟิชเชอร์ครับ?

ฟิชเชอร์: ในการวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการมีอยู่สองหลักการครับ หลักการของอาจารย์เบนจะตั้งการ์ดสูง ใช้การวิเคราะห์การเงิน หาหุ้นราคาถูกมากและหาหุ้นที่มันยากที่จะลงไปได้อีกแล้ว และในที่สุดมูลค่าของมันก็จะแสดงออกมา

อีกแนวทางคือแนวทางของผม คือหาหุ้นดี และถ้าคุณจ่ายมันในราคาไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับสิ่งซึ่งมันมีโอกาสที่จะโต โต โต โตอย่างมาก โอกาสเหล่านี้มันจะสร้างผลตอบแทนค่อนข้างเร็วในเวลาที่สั้นกว่า – ถึงแม้นะครับบางทีในช่วงต้นของการลงทุนอาจต้องใช้เวลาหลายปี และแน่นอนคุณเองก็อาจจะพลาดในการเลือกหุ้นคือคุณคิดว่ามันจะโตแต่มันไม่โต แต่ถ้าสต๊อกมหัศจรรย์ที่คุณมีอยู่ในมือสำแดงผลมันจะเคลื่อนไหวอย่างมหาศาลในเวลารวดเร็ว

ข้อเสียของอาจารย์เบนคืออีกอย่างหนึ่งก็คือสูตรการคำนวณที่ตายตัวและทุกคนก็รู้จักมันดีอย่างแจ่มชัด ทุกคนก็เอามันไปใช้เหมือน ๆ กันน่ะครับ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ

คือผมไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดีนะครับ แต่ผมคิดว่าผมเองก็หยิ่งในหลักการของผม ผมเริ่มต้นแนวคิดนี้ก่อนที่ใครต่อใครจะรู้จักคำว่า Growth Stock ด้วยซ้ำไป

ถาม คุณมีลูกค้าเยอะมั๊ยครับ?

ฟิชเชอร์: มัจจุราชก็เป็นหนึ่งในนั้นมั๊งครับ ผมมีลูกค้าอยู่เก้ารายครับในปัจจุบัน ผมอายุ 80 แล้วถ้าลูกค้ารายไหนของผมกังวลว่า เราจะลงทุนดีมั๊ยกับคนที่เค้าคิดว่าอาจจะอายุสั้นกว่าการลงทุนของเค้าเสียอีก ผมอยากรู้จังครับว่าใครคิดเช่นนั้นบ้าง

แนวคิดก็เบสิกนะครับ หุ้นที่ผมเลือกเข้ามาในกองทุนก็มีลักษณะเหมือนกับที่ผมอ้างถึงในบทสัมภาษณ์นี้แหละครับ ถ้ามันจะดิ่งลงมา ไม่เร็วก็ช้านะครับหุ้นทุกตัวก็คงต้องเป็นอย่างนั้น แต่ผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็คงอีกห้าปีครับ ผมหมายความว่าถ้าผมเสียชีวิตไปพรุ่งนี้ทีมงานของผมมีเวลาอีกมากครับว่าหุ้นที่อยู่ในกองจะย่ำแย่ อย่างน้อยนับจากวันนี้ไปพวกหุ้นเหล่านี้ก็ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่อง

ถาม ฟังเหมือนท่านยังไม่อยากเกษียณครับ?

ฟิชเชอร์: ผมอยากจะขัดเกลาเหล่าคนโง่เขลาที่อยากเกษียณตอนอายุ 65 ซักครึ่งชั่วโมงครับ ผมคิดว่าผมทำผลงานได้ดีกว่าห้าปีก่อนเสียอีก ผมลึกซึ้งที่ผมกลั่นจากความผิดพลาดในอดีตและการแก้ไขตัวเองของผมดำเนินไปอย่างไม่หยุด

ผมเห็นคนแก่จำนวนมากครับที่แก่เกินไปสำหรับการทำงาน ถ้าผมแก่เกินความรับผิดชอบผมเลิกแน่ครับ แต่ถ้าเหตุการณ์อย่างนั้นไม่เกิดขึ้นผมก็ยังจะทำงานต่อไป

ถาม สำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้เลือกท่านเป็นผู้บริหารเงินของเค้า ท่านมีคำแนะนำให้เค้าเลือกผู้จัดการกองทุนอย่างไรครับ?

ฟิชเชอร์: เราต้องขอดู Transcript ของการดำเนินงาน ถ้าขาดทุนในจำนวนไม่มากและลดการขาดทุนได้อย่างรวดเร็วในขณะที่ปล่อยให้กำไรงอกเงยไปเราให้เหรียญทองเค้าเลย แต่ถ้าเค้าทำตรงข้างเอากำไรระยะสั้นและปล่อยให้ขาดทุนบานปลาย อย่าไปเข้าใกล้เค้าเด็ดขาด

.............................

บทสรุป โดย Nevercry.boy


หลังจากที่ผมได้อ่านงานเขียนของฟิชเชอร์ ผมต้องกลับไปอ่านอีกหลายครั้งและหลายรอบครับ เพราะฟิชเชอร์ทั้ง พ่อและลูกชาย (เคน ฟิชเชอร์) เป็นนักภาษา คือสำบัดสำนวนครับ คล้าย ๆ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เช่นกัน ผมคิดว่าความลึกซึ้งของฟิชเชอร์นั้น แปลตรงตัวไม่ได้คือต้องใช้การตีความ แต่เนื่องจากอุปสรรคทางด้านภาษา และความลึกซึ้งของความคิดแห่งการลงทุน ผมเชื่อว่าหากเราเงี่ยหูฟังสิ่งที่ฟิชเชอร์พูดไว้ให้รอบคอบเราจะได้หลายสิ่งหลายอย่างต่อยอดความคิดเราอย่างสูงครับ



ข้อคิดดี ๆ ในสัมภาษณ์นี้นั้นมีหลายอย่าง 

1 ไม่มีใครโคตรอัจฉริยะถึงขนาดคาดเดาตลาดได้ และถึงทำได้ ก็ไม่น่าทำเท่าไร เพราะช่วงเวลาที่นั่งรอ จะทำให้เราเฉื่อยและไม่มีประสิทธิภาพ 


2 การเลือกหุ้น Growth Stock ต้องมีความสามารถในการแข่งขันสูง เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจ มีตัวชี้วัดที่เจ๋งกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และผู้บริหารที่มีความสามารถสูง


3 การดูผู้บริหารราวกับจะแต่งงานกัน 

4 ขายออกก่อน-อ่อนซื้อคืน สำหรับฟิชเชอร์มองว่าเป็นเพียงจิตวิทยาการลงทุนเท่านั้น ไม่ได้มีประโยชน์กับการลงทุน


5 การถือหุ้นยาว ดีกว่าการซื้อ ๆ ขาย ๆ


 ผมกำลังเตรียมงานเขียนกึ่ง วิพากษ์แนวคิดของฟิชเชอร์ ในแง่มุมของผมซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับตลาดทุนถึงหลาย ๆ เทคนิคที่ฟิชเชอร์ใช้ เร็ว ๆ นี้คงได้เขียนออกมา 

ก่อนจบ ผมคิดว่าผมคงเข้ามาเกลาภาษาในบทความนี้เรื่อย ๆ ถ้ามีเวลาให้ภาษาสวยขึ้นครับ



วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ประเทศเจ็บผมเจ็บ


แต่ผมต้องอดทน พวกเราทุก ๆ คนต้องอดทน ปัญหาน้ำท่วมในปี ๒๕๕๔ เป็นประวัติศาสตร์สำคัญหน้าหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ครับ น้ำที่ท่วมวันนี้ไม่ได้แค่ท่วมพื้นดิน แต่ยังถาโถมเข้ากระหน่ำสุขภาพใจ เล่นงานอย่างบอบช้ำ “น้ำท่วมใจ”

 น้ำไม่ได้มีกุนซือ น้ำไม่ได้มีอาวุธ สิ่งที่น้ำมีคือ ความมุ่งมั่นและความเป็นหนึ่งเดียว ตามธรรมชาติของน้ำ คนมีทั้งกุนซือ มีมันสมอง มียุทโธปกรณ์สารพัด แต่เมื่อใดก็ตามที่ขาดความเป็นหนึ่งเดียว ขาดความสามัคคี ต่อให้มี หมื่นกุนซือ ล้านยุทธปัจจัยก็ไม่สามารถต่อสู้ได้

น้ำสร้างคุณประโยชน์มากมาย มนุษย์อยู่ไม่ได้ครับถ้าปราศจากน้ำ เพียงแต่เราไปกั้นมันเราไปกั้นน้ำผมไม่ได้หมายความแค่เรากั้นน้ำตามถนนแต่ผมหมายถึงพวกเราปิดกั้นใจเราเองด้วยเมื่อใจเราปิดเสียแล้วเราจะเห็นประโยชน์ของมันได้อย่างไร? เราฝืนธรรมชาติเราก็แพ้ เหตุการณ์นี้เราต้องอดทนและเราต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะอยู่ ไม่ต้องต่อสู้เพราะธรรมชาติไม่ใช่ศัตรู

น้ำแม้จะแตกกระจายไปหลายสายแต่กลับมารวมกันได้เสมอ หลายบ้านได้มาอยู่รวมกันครับ ญาติพี่น้องได้มาเจอกันแม้ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ตามต่างจังหวัด สายน้ำพัดพาพวกเรามารวมกัน

น้ำชำระจิตใจ และสายน้ำมีพลังพอที่จะทำลายกำแพงในใจผม สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเดินทางกลับต่างจังหวัด ผมพบว่าผมได้สร้างปัญหามากมายไว้ให้กับคุณพ่อ 

เนื่องจากข้อมูลที่ผมทราบบ้านเราจะท่วมไม่เกิน 20 ซ.ม. เวลาที่น้ำเหนือมาสิ่งที่เราต้องกังวลไม่ใช่มวลน้ำ แต่เราต้องกังวลเรื่องความเร็วน้ำ สิ่งนี้สำคัญครับเพราะความเร็วน้ำจะมาพร้อมกับแรงดันน้ำ ซึ่งจะทำให้น้ำพุ่งอย่างผิดปกติ น้ำที่มาในช่วงกลางเดือนตุลามาด้วยความเร็ว 100 ลบ.ม. ต่อ วินาที แต่คลองเปรมประชากร ณ ขณะนั้น ระบายน้ำได้ 70 ลบ.ม ต่อวินาที ดังนั้นจะเกิดปรากฎการณ์น้ำหลากทุ่ง คือน้ำเข้าโจมตีด้วยความเร็ว 30 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งน้ำหลากทุ่งพวกนี้จะโจมตีทุกทิศทุกทาง และมากพอที่จะทำลายปราการณ์ชั่วคราวของรังสิตฝั่งเหนือเข้าสู่รังสิตฝั่งใต้ รวมถึงการที่เรากั้น จึงทำให้มวลน้ำรวมตัว เมื่อพนังแตกก็จะพุ่งด้วยความเร็วสูงกว่าปกติ นั่นคือเมื่อน้ำหลุดจากเมืองเอก เข้าสู่เซียร์รังสิต เข้าสู่ดอนเมือง และมาถึง ม. เกษตร เมื่อวาน แต่จะสังเกตุได้ครับว่าน้ำที่ไหล เข้า ม.เกษตร นั้น ติดความสูงของถนน และน้ำเริ่มตีโอบปัจจุบันความเร็ว 5 ลบ.ม ต่อวินาที น้ำมาช้าลง ดังนั้นมวลน้ำก็จะขังและลามออกด้านข้าง พื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น แยกพงษ์เพชร ชินเขต จะโดนก่อน อีกปัจจัยคือน้ำล้นคลองเปรมประชากร จะสังเกตว่า วิภาวดีขาออก ลำบากกว่าวิภาวดีขาเข้า น้ำจะต้องใช้เวลาในการข้ามถนนอีกสองเส้น คือ งามวงศ์วาน และ รัชดา หากเจ้าหน้าที่ใช้โอกาศนี้เร่งระบายน้ำไปฝั่งตะวันออก โดยใช้ คลองลาดพร้าว (คลองบางบัว) คลองเปรม คลองลาดพร้าวนั้นจะต่อเนื่องไปถึงคลองแสนแสบ 

สุดท้ายน้ำก็จะเข้าโจมตีหากระบายไม่ทัน แต่ถ้าระบายได้ดีก็จะสามารถรักษากรุงเทพชั้นในเอาไว้ได้ครับ... ไม่ต้องลุ้นครับถ้าจำเป็นต้องท่วมก็ท่วม เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำครับ

ก็เพราะผมมีข้อมูลและมั่นใจแบบนี้ครับ การสื่อสารกับพ่อและแม่นั้นไม่ง่ายเลย ข่าวที่ออกตามวิทยุและทีวีนั้นเป็นข่าวที่ไม่ได้ย่อย และบางครั้งนะครับสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนเกินความจำเป็น ผมเห็นด้วยนะครับกับการให้ข้อมูล การเตือน การปราม แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสื่อที่ตั้งใจจะขายความตื่นเต้น ขายข่าว ขายความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น บ้านผมก็เช่นเดียวกันครับ น้ำท่วมเป็นเรื่องที่สร้างความกังวล คุณปู่ของลูกชายและลูกสาวผม กังวลอย่างมาก พ่อและแม่ช่วยกันแบกประตู แล้วตอนแรกท่านเลื่อยเองและก็เลื่อยไม่ไหว ท่านเลื่อยวันเสาร์มั๊งครับ ผมไม่อยู่ด้วยความที่ท่านเป็นห่วง ท่านก็ไปจ้างคนมาเลื่อยเสร็จแล้วก็ไปติดที่บ้าน แต่มันสูงมากครับ ติดไว้ที่ประตู ผมจะเข้า-ออก ต้องปีน กำแพงนี้ก็ไม่ใหญ่ แต่มันกั้นในใจผมพอ ๆ กับกั้นหน้าบ้าน ทุกครั้งที่ปีนเข้าออกก็ก๊อกแก๊ก ผมตัดสินใจทุบครับ กลัวน้ำมั๊ย? กลัวไม่มาก แต่ถ้าหล่นลงมาคงลำบากกว่า แล้วผมก็โทรไปหาพ่อกับแม่ บอกผมขอโทษครับ ผมกลัวพ่อผมเสียใจที่อุตสาห์ทำ แต่ผมคิดดีแล้วครับ

พ่อกับแม่บอกว่า ดีแล้ว ผมเองก็สบายใจขึ้นกำแพงในใจก็หายไปพร้อม ๆ กับกำแพงที่หน้าประตู

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ความจำเป็น

อาจารย์ฟิชเชอร์เขียนถึงความจำเป็นที่ตัวท่านต้องเขียนหนังสือ Common Stocks and Uncommon Profits ไว้อย่างน่าฟังครับ ท่านเขียนไว้ใน คำนำ หน้า 32

ความท่อนหนึ่ง ดังนี้ครับ

In studying the investment record both of myself and others, two matters were significant influences in causing this book to be written.

One, which I mention several times elsewhere, is the need for patience if big profits are to be made from investment. Put another way, it is often easier to tell what will happens. The other is the inherently deceptive nature of the stock market. Doing what everybody else is doing at the moment, and therefore what you have an almost irresistible urge to do, is often the wrong thing to do at all.

เมื่อเดือนที่แล้ว วิกฤต ในกรีซ รุนแรงมากครับมีข่าวต่อเนื่องหลายอย่าง ทั้งข่าวร้ายต่าง ๆ นานา ต่อเนื่องตั้งแต่ว่าอเมริกาจะสามารถใช้หนี้ได้หรือไม่ กลับมาที่ยุโรป และกลับมาที่กรีซ อีกครั้ง พร้อมกับเรื่องราวของ IMF และการจราจล ตลาดหุ้นไทยมีการขายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดปรากฎการณ์หุ้น MAI ตกเกิน 10% ทำเอา SET ยุติการซื้อขายท่ามกลางความงุนงง ของนักลงทุน

สิ่งที่ผมทำมีเพียงสิ่งเดียวครับ คือเปิดพอร์ตลงทุนต่างประเทศ และอ่านหนังสือให้มากขึ้น เป้าหมายของผมมีเพียงอย่างเดียวคือ "ซื้อ" และ "ถือ" ธุรกิจที่ดีในราคาที่แฟร์ ไว้ ตราบจนกระทั่ง หุ้นตัวนั้นหมดวงจรความสามารถของมัน และนี่คือเหตุผลเดียวที่ผมลงทุนเป็นเจ้าของกิจการ

ภรรยาผมให้แนวคิดของการเป็นเจ้าของกิจการไว้  เป็นแนวคิดที่ดีครับ ตลาดหุ้น ผมจะเปิดเข้าไปดูก็ตอนที่ผมอยากได้เป็นส่วนร่วม และผมก็ให้ Mr. Market มาช่วยผมต่อราคา ก็เท่านั้น ราคาที่เปลี่ยนไปทุกวันไม่ได้ทำให้พื้นฐานเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร แต่เมื่อใดก็ตามที่พื้นฐานเปลี่ยน เมื่อนั้นผมต้องมองใหม่

ก่อนจบ ผมขอแปลหลักที่ท่านอาจารย์ฟิชเชอร์ให้ไว้ครับ ผมว่าปรัชญาการลงทุนของใครก็ตามสำคัญ ปรัชญาการลงทุนของผมหนักแน่นและไม่เปลี่ยนแปลง ผมยึดมั่นในแนวทางซื้อหุ้นแข็งแกร่งและถือมันไว้ตราบใดที่มันยังมีการเจริญเติบโต

...................................
ขอแปลสั้น ๆ แบบนี้นะครับ

ข้อแรก ความอดทน

ข้อสอง หลีกเลี่ยงการทำตามคนอื่น

ง่าย ๆ เท่านี้หล่ะครับ

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

สัมภาษณ์อันทรงคุณค่า ฟิลลิป ฟิชเชอร์ -1

เรียบเรียงจากความเคารพในครูบาอาจารย์ มิได้แปลตามตัวอักษร / NB - กันยายน 2554

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างวัยแปดสิบ ฟิลิป ฟิชเชอร์ ที่ปรึกษาการลงทุนแห่งซานฟรานซิสโก กำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งการกล่าวสุนทรพจน์เพื่ออำลาจากวงการ ท่านไม่ค่อยให้สัมภาษณ์บ่อยครั้งนัก แต่ครั้งนี้ท่านได้ใช้เวลานั่งลงพูดคุยและบอกเล่าเรื่องราวแก่นิตยสาร Forbes ฟิชเชอร์นับเป็นบุคคลสำคัญ ผู้ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวคิดการลงทุนสมัยใหม่ เป็นบุคคลแรก ๆ หรือถ้าไม่ใช่คนแรกท่านก็เป็นผู้พัฒนาวิทยานิพนธ์ที่บอกเล่าแนวคิดเกี่ยวกับคุณสมบัติของ Growth Stock ว่าแตกต่างจาก Stock ธรรมดาทั่ว ๆ ไปอย่างไร?

วอร์เรน บัฟเฟตต์, ผู้ซึ่งได้รับการการยกย่องว่าเป็นนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุค ขนานนาม ฟิชเชอร์ว่า ยักษ์ใหญ่

นักแทงม้านั้นแยกออกเป็นสองกลุ่ม ความเร็วและสายพันธ์ นักเล่นที่พนันบนความเร็วต้องการตัวเลขในการวิเคราะห์ เค้าจะจดจ่อกับทุกอนูของตัวเลขเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายความเร็วสูงสุดที่ม้าตัวนั้นจะทำได้ในการแข่งขัน บนเงื่อนไขของพื้นสนาม น้ำหนักที่ม้าต้องแบก ฯลฯ ส่วนนักพนันที่เล่นบนสายพันธ์ม้านั้นแทบจะไม่สนใจตัวเลขเลย กลับดูหมิ่นด้วยซ้ำ เค้ามักจะกล่าวซ้ำ ๆ ว่า สิ่งที่ผมต้องการรู้ก็คือสายพันธ์ม้าและคู่แข่งในอดีตของมันเท่านั้นเอง

น่าแปลกที่หลักการทั้งสองสิ่งนี้มีเช่นเดียวกันในโลกแห่งการลงทุน เช่นเดียวกันเราก็มีนักลงทุนที่มุ่งเน้นในเชิงตัวเลข และมุ่งเน้นในเชิงคุณภาพของธุรกิจ เฉกเช่นปรัชญา

นักวิเคราะห์ตัวเลขกล่าวว่า ซื้อหุ้นราคาถูกและวัดผลงานของมันด้วยดัชนีต่าง ๆ เช่น PE Ratio, PB, Yield ฯลฯ

ส่วนนักวิเคราะห์เชิงคุณภาพกล่าวว่า ซื้อหุ้นในกิจการที่ดีที่สุด, ประกอบด้วยผู้บริหารที่เก่งที่สุด และก็ไม่ต้องไปกังวลกับตัวเลขต่าง ๆ

น่ามีความสุขครับ, ทางไปสวรรค์มีหลายทาง ทักษะและมุมมองของผู้มีประสบการณ์นำทางไปสู่ความสำเร็จ ผมโชคดีครับที่ได้ผู้ชี้ทางผู้ยิ่งใหญ่ที่นำพาผมไปสู่ผลสำเร็จมหาศาล อันเนื่องมาจากการชี้นำของเขา

หลังจากอ่านหนังสือของเขา Common Stocks and Uncommon Profits และอีกเล่ม Paths to Wealth Through Common Stocks ในช่วงต้นปี 1960 ผมก็ตั้งใจจะเข้าไปพบ ฟิล ฟิชเชอร์ ให้ได้

เมื่อผมพบเค้าครั้งแรก ผมพบว่าเค้ามีความละม้ายคล้ายกับอาจารย์เบนเกรแฮมอย่างมาก ฟิชเชอร์เป็นคนถ่อมตัว ใจกว้าง และก็เชี่ยวชาญในการสอนคน ผมเรียนรู้เรื่องของ “Scuttlebutt” มาจากเค้า เราต้องออกไปหาข้อเท็จจริงของธุรกิจ จากการสืบค้น พูดคัยกับแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น คู่แข่ง, ซัพพลายเออร์, ลูกค้า เพื่อที่จะสืบเสาะดูว่าการดำเนินงานของบริษัท แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?

ความเข้าใจอันละเอียดถี่ถ้วนซึ่ง ฟิล ฟิชเชอร์ สอนให้ผมนี้ประกอบกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่ผมเรียนรู้มาจาก อาจารย์เบน ช่วยให้ยึดมั่นในเส้นทางแห่งการลงทุนด้วยสติปัญญา

ผมกระหายที่จะอ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ฟิลเขียน ฟังสิ่งที่ฟิลพูด

ผมขอแนะนำ ฟิลลิป ฟิชเชอร์ให้กับนักลงทุนทุกคน