วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

15 คำถามกับ เบน แกรม อาจารย์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีท

บทสัมภาษณ์นี้ถือเป็นเอกสารชิ้นที่หายากในโลกแห่งการลงทุนทีเดียว หากใครก็แล้วแต่ที่เป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าและตามงานของ อ.เบน มาตั้งแต่ต้นแต่ไม่ได้อ่านสัมภาษณ์นี้เหมือนอ่านวิทยานิพนธ์แต่ขาดหน้าสุดท้ายคือ "บทสรุป" ที่ตกผลึกของอาจารย์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีทท่านนี้

ผมต้องใช้คำว่าแปลดิบ และเรียบเรียงได้ไม่ดีสำหรับสัมภาษณ์ฉบับนี้นะครับ แต่ถ้ามีเวลาจะมาเกลาภาษาให้สละสลวยอีกครั้งครับ
......................................


บทสัมภาษณ์อันทรงคุณค่ากับ เบนจามิน แกรม

ในปี พ.ศ. 2519 นิตยสาร Financial Analysts Journal (www.cfapubs.org/loi/faj) 

บทสัมภาษณ์อันทรงคุณค่ากับ บิดาแห่งการลงทุนแบบแวลูอินเวสติ้ง เบนจามิน แกรม

บทสัมภาษณ์อันทรงคุณค่า ที่ได้ถูกนำมาเสนออีกครั้ง ณ ที่นี้ เป็นบทความที่จะให้ทุกท่านเห็นภาพที่แจ่มชัด ตลอดจนขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุน จากการรวบรวมสิ่งที่เป็นประเด็นและข้อถกเถียงต่าง ๆ มาชี้แจงและให้คำตอบซึ่งหนักแน่นราวประหนึ่งเป็นหลักฐานยืนยัน ถึงบริบทอันเป็นหัวใจของการบริหารการลงทุน ที่ยังทรงพลังอยู่ในโลกปัจจุบัน

เบน แกรมยกตัวอย่างถึงตลาดหุ้นว่าเป็นเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ที่ทุกสถาบันใส่ผ้าลงไปซักหมุนวนแบบไร้จังหวะไร้เหตุผล และลากยาวมาสู่คำถามที่ว่ากระบวนการพยากรณ์มีอยู่จริงหรือ ?

ท่านใช้เพียงไม่กี่คำพูดเท่านั้นท่านก็สามารถอธิบายพวกเราว่าทำไมโปรเฟสเซอร์ทางด้านการลงทุนโดยเฉลี่ยแล้วถึงแพ้ต่อตลาด

กล่าวโดยสรุป บทสัมภาษณ์นี้ให้คุณค่ารวมถึงภาพเชิงลึกซึ่งยังทรงพลังแม้ในปัจจุบันและในอนาคต

การสนทนากับอาจารย์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีท ผู้เขียนหนังสือ Security Analysis ท่านนี้เราคงไม่ต้องอารัมภบทกับท่านผู้อ่านว่าท่านเป็นใครมาจากไหนทางนิตยสารขอขอบคุณ คุณชาร์ล ดี เอลลิส, สมาชิกบรรณาธิการบริหาร ในการจัดรูปแบบการนำเสนอคำถามและคำตอบในงานสัมมนา Donaldson, Lufkin และ Jenrette ที่ผ่านมา

----------------------------
คำถาม (1) ในมุมมองของท่านในวันที่ท่านอายุหกสิบกว่าแล้ว ขอให้ท่านสรุปภาพใหญ่ของวอลล์สตรีท ในการลงทุนในหุ้นสามัญให้ฟังหน่อยครับ

อาจารย์เบนหุ้นสามัญมีคุณลักษณะเฉพาะที่สำคัญอย่างหนึ่งและคุณสมบัติในการถูกเก็งกำไรอีกอย่างหนึ่ง มูลค่าพื้นฐานและราคาของหุ้นสามัญมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น แม้จะไม่สม่ำเสมอเป็นเส้นตรง แต่เพิ่มขึ้นอย่างคงเส้นคงวาในทศวรรษที่ผ่านมา และเกิดความมั่งคั่งที่สะสมขึ้นจากการรีอินเวสต์เมนต์ของกองทุนที่ได้กระจายรายได้ลงไปทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้ผมยังไม่ได้ให้ความชัดเจนนะว่าเงินเฟ้อจะเป็นเท่าไร มากขึ้นหรือน้อยลง

อย่างไรก็ตามการเติบโตของตลาดหุ้นในทิศทางของราคานั้น ไร้เหตุผลและมีความแปรปรวนสูง ทั้งนี้เป็นผลพวงมาจากการเก็งกำไร รวมถึงการมองตลาดหุ้นเป็นการพนัน หวังรวย กลัว โลภ
----------------------------
คำถาม (2)บทบาทของสถาบัน เป็นอย่างไรในมุมมองของท่าน

อาจารย์เบนน่ารังเกียจแม้แต่พวกที่มองว่าตนเองอยู่เหนือคนอื่น สำหรับผมตลาดหุ้นคือสถานที่เปรียบได้ดังกับตลาดโลกีย์ ( Vanity Fair ) ในนวนิยายของ John Bunyan เปรียบเปรยดั่งสถานที่ ที่ซึ่งทุก ๆ วันจะมี ความโลภ ความกระหายในรสชาด ราคะ มาเร่ขาย หรือไอ้อ้วนขี้เกียจ Falstaffian เอาแต่สนุกไปวัน ๆ ตัวตลกในละครเช็คเสปียร์ พวกเค้าเหล่านั้น บ้าบอไปวัน ๆ อยู่ในโรงพยาบาลบ้า!

มีเรื่องราวเซ็งแซ่ เกรี้ยวกราด แต่หาแก่นสารไม่ได้” เปรียบดั่งเครื่องปั่นซักขนาดใหญ่ที่สถาบันการเงินโยนกองผ้ามหึมาลงไปปั่น ไร้จังหวะ ไร้การควบคุมปราศจากเหตุผล

ไม่ธรรมดาตลาดหุ้นมันถูกออกแบบและปฏิบัติให้เป็นเยี่ยงนี้ อย่างหลีกไม่พ้น
----------------------------
ถาม (3)ท่านมีมุมมองต่อสังคมการเงินทั้งหมดอย่างไร?

อาจารย์เบนพวกเค้าเป็นคนเก่งนะและผมก็เชื่อว่าพวกเค้าทำงานอย่างซื่อสัตย์สมควรได้รับคำเคารพ แต่เค้าเหล่านั้นขาดประสบการณ์ในการทำความรู้จักกับตลาดหุ้น และยังขาดความเข้าใจในการลงทุนในหุ้นสามัญ ซึ่งผมให้คำนิยามว่ามันคือ ธรรมชาติของสัตว์ป่า” คนในตลาดหุ้นเหล่านั้นพยายามอย่างมากทุ่มเททั้งเวลา ความกล้า ความมีและไม่มีประสิทธิภาพเพื่อสู้กับสิ่งที่เค้าสู้ไม่ได้
----------------------------
ถาม(4)ท่านยกตัวอย่างได้มั๊ยครับ?

อาจารย์เบนเช่นการคาดการณ์ตลาด ทั้งระยะสั้นและระยะยาว การให้เป้าหมายในเชิงราคาของหุ้นสามัญ หรือการพยากรณ์ว่าอุตสาหกรรมใดหรือบริษัทใดน่าลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระยะสั้น
----------------------------
ถาม(5)ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่สามารถทำผลตอบแทนได้เหนือกว่า ดาวน์โจนส์หรือเอสแอนด์พี หรือไม่ครับ?

อาจารย์เบนไม่มันเป็นไปไม่ได้ครับ ถ้าผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่สร้างผลตอบแทนได้แบบนั้นก็เท่ากับบี้พวกเค้ากันเองทั้งหมดซิครับ ตรรกะมันขัดกัน
----------------------------
คำถาม(6)ดังนั้นนักลงทุนลูกค้าสถาบันการเงินควรจะพอใจกับผลตอบแทนที่เท่าเทียมกับดัชนีดาวน์โจนส์

อาจารย์เบนครับ มันไม่เพียงแค่นั้น, แต่ผู้ลงทุนควรตรึกตรองและตรวจสอบผลการดำเนินงานย้อนหลังอย่างน้อยห้าปีเพื่อพิจารณาว่าผลตอบแทนกองนั้น ๆ คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนที่ลูกค้าต้องจ่ายหรือไม่
----------------------------
คำถาม(7)ท่านครับนักลงทุนที่แตกต่างกันย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกัน อะไรบ้างที่เป็นจุดที่นักลงทุนไม่ลงทุนในอินเด็กซ์ฟันด์

อาจารย์เบนลึก ๆ แล้วเส้นที่บอกว่ารับได้หรือรับไม่ได้ ก็คือผลตอบแทนในระดับทั่ว ๆ ไปจากผลดำเนินงานในอดีตแน่นอนนักลงทุนทุกคนต้องการผลตอบแทนที่ดี และรับได้ในระดับที่เค้าเหล่านั้นคิดว่าผลตอบแทนที่ได้รับทำให้เค้ามีความสุข

แล้วถ้าเค้าลงทุนในกองไหนก็แล้วแต่ แต่แล้วได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าอินเด็กซ์ฟันด์  หรือทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าตลาดเค้าจะมีความสุขไหมล่ะครับ?

ผมตอบได้เลยว่าเค้าไม่มีความสุขหรอก

กองทุนแต่ละกองก็คิดค่าบริหารกองทุนในระดับเท่า ๆ กันอยู่ ถ้าเค้าต้องจ่ายค่าบริหารกองทุนเหมือน ๆ คนอื่น แต่ได้รับผลตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐาน เค้าจะรับได้หรือ?
----------------------------
คำถาม(8)ขอกลับมาที่นักลงทุนรายย่อย ท่านคิดว่ามีข้อด้อยใด เมื่อเปรียบเทียบกับนักลงทุนสถาบัน เพราะว่าสถาบันมีทรัพยากรมากมาย ทั้งข้อมูล สารสนเทศที่ง่ายต่อการเข้าถึง?

อาจารย์เบนตรงข้ามเลยครับ นักลงทุนรายย่อยมีแต้มต่อสถาบันมากมายมหาศาล
----------------------------
คำถาม(9)ทำไมครับท่าน?

อาจารย์เบนอย่างแรกสถาบันมีข้อจำกัดในการลงทุนและการเลือกหุ้น เช่น 300 ถึง 400 หุ้นขนาดใหญ่ และถูกจำกัดด้วยนักวิเคราะห์หรือกลุ่มของนักวิเคราะห์ร่วมตัดสินใจภายใต้กรอบของเขาเหล่านั้น ตรงกันข้ามรายย่อยเข้าถึงหุ้นได้มากกว่า อาจจะสามพันหุ้นในเอสแอนด์พี โดยไม่ถูกจำกัดขอบเขตและวิธีการ นักลงทุนรายย่อยสมมตินะครับเลือกหุ้นที่ดีมาแค่ 1จากหุ้นทั้งหมด 3,000 ตัว ก็คือ 30 ตัว และคัดสรรจาก 30 ตัวนี้ ลำพัง 30 ตัวนี้ก็เพียงพอในการสร้างโอกาสให้กับตนเองในการลงทุนชั้นยอดแล้วครับ
----------------------------
คำถาม(10)กฏเกณฑ์ที่นักลงทุนรายย่อยควรใช้ในการลงทุนของเค้าคืออะไรครับ

อาจารย์เบนผมให้กฎที่สำคัญไว้ 3 ข้อ ดังนี้

(1) นักลงทุนรายย่อยไม่ควรเก็งกำไรในทุกรูปแบบทุกกรณี นักลงทุนควรระมัดระวังรอบคอบและใส่เหตุผลให้มากถึงการซื้อหุ้นทุก ๆ ครั้งว่าหุ้นที่ซื้อมาจะมีมูลค่ามากกว่าราคาที่เค้าจ่ายไป หรืออีกนัยหนึ่ง Margin of Safety ในการลงทุนแบบเน้นคุณค่าสิ่งนี้จะสร้างความปลอดภัยให้กับการลงทุนของเขา

(2)ซื้อเพราะอะไร-ขายเพราะสิ่งนั้น นักลงทุนควรแน่วแน่กับปณิธานของตนเอง ตั้งเป้าแน่นอนว่าควรจะขายเมื่อไร? เช่นกำไรระหว่าง 50-100หรือจะถือไว้ 2-3 ปีแล้วจึงค่อยพิจารณาอีกครั้ง แต่อย่างน้อยจะถือไว้ 2-3 ปีก่อน เป็นต้น นักลงทุนที่ไม่ชัดเจนเรื่องเหล่านี้สุดท้ายแล้วเค้าจะขายหุ้นของเค้า เมื่อตลาดตกหรือราคาตก

(3)สุดท้ายนี้ผมขอแนะนำเรื่องการถือครองหุ้นและบอนด์ในสัดส่วน อย่างน้อยที่สุด 25:75 หรือ 75:25 ในบางช่วงบางตอนอาจจะ 50:50 ก็ปรับกันไปตามจังหวะของตลาดบางช่วงหุ้นมากหน่อยบางช่วงบอนด์มากหน่อย ผมแนะนำว่านักลงทุนควรเลือกถือครองพันธบัตรอายุ 7-8 ปีในการถือครอง

----------------------------
คำถาม(11):เวลาเลือกหุ้น อาจารย์แนะนำว่าควรจะเลือกหุ้นจากหลาย ๆ ตัวมาตัวนึงแล้วศึกษาให้ลึกใช่มั๊ยครับ

อาจารย์เบนจริง ๆ แล้วไม่, ผมไม่ได้สนับสนุนแนวคิดของ Security Analysis เทคนิค ในการที่จะแสวงหาโอกาสในการลงทุนในหุ้นที่ราคาต่ำกว่าพื้นฐาน เทคนิกนั้นมันใช้ได้เมื่อ 40 ปีมาแล้วเมื่อพวกเราเขียนหนังสือ แกรมและด็อดจ์ตีพิมพ์ครั้งแรก แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไปอย่างมาก สมัยก่อนนักวิเคราะห์ไม่ได้ถูกอบรมมาดีขนาดนี้ในการค้นหาหุ้นราคาถูก แต่ปัจจุบันรีเสิร์ชจำนวนมหาศาลได้ถูกตีพิมพ์ออกมาพร้อมรายละเอียด ผมสงสัยว่าการที่มีคนจำนวนมากศึกษาและวิเคราะห์จะสร้างกระบวนการในการให้ราคาที่เหมาะสมในหุ้นแต่ละตัวขึ้นมาด้วยข้อจำกัดของทุกวันนี้ ผมกลับมีความเชื่อมั่นใน ทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพที่ถูกโพรเฟสเซอร์สอนและพัฒนาขึ้นมา
----------------------------
คำถาม(12)อาจารย์ใช้วิธีการใดในการสร้างพอร์ตโฟลิโอ

อาจารย์เบนสำคัญมากครับ, คือต้องเป็นพอร์ตที่เข้าใจง่ายมีเกณฑ์ราคาในการเลือกหุ้นสักหนึ่งหรือสองข้อ เพื่อตอกย้ำว่ามูลค่าที่แท้จริงได้ถูกสะท้อนออกมาอย่างเต็มที่ แล้วก็ถือมันไว้ด้วยผลลัพธ์ของพอร์ตโฟลิโอทั้งพอร์ต ทั้งพอร์ต ไม่ใช่ความคาดหมายของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในพอร์ต
----------------------------
คำถาม(13)ท่านช่วยชี้ชัดวิธีการที่นักลงทุนรายย่อยควรเลือกใช้เพื่อสร้างและประคับประคองพอร์ตโฟลิโอ?

อาจารย์เบนผมให้แนวทางไว้สองแนว วิธีการแรกค่อนข้างจะมีข้อจำกัดในการนำไปใช้แต่ผมพบว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึงสามสิบปีในการบริหารกองทุนขนาดกลาง วิธีที่สองค่อนข้างจะเป็นแนวคิดวิจัยใหม่เมื่อไม่กี่ปีมานี้และนักลงทุนสามารถนำไปปฏิบัติได้ง่ายกว่า เพราะมันประกอบไปด้วย โลจิกส์ที่ดี การนำไปประยุกต์ได้ง่าย และที่สำคัญให้ผลตอบแทนสูง สมมุติฐานที่ผมกล่าวถึงนี้ถูกสร้างขึ้นมามากกว่าห้าสิบปีแล้วนับตั้งแต่ปี พศ. 2468 - 2518
----------------------------
คำถาม(14)ท่านช่วยลงรายละเอียดหน่อยครับ

อาจารย์เบนวิธีการแรกด้วยข้อจำกัดของมัน เราจะใช้เทคนิกในการเลือกหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า เงินทุนหมุนเวียน (working-capital) ของมัน หรือสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ (net-current- asset) ผมไม่ให้ราคากับสินทรัพย์ถาวร โรงงาน และหักหนี้สินทั้งหมดจากสินทรัพย์หมุนเวียน เราใช้วิธีการนี้อย่างเข้มข้นในการบริหารกองทุนกว่าสามสิบปี เราพบว่าเราได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 20ต่อปีด้วยวิธีการนี้ อย่างไรก็ดีพอเข้าช่วงปี 2493 แต่แล้ววิธีการของผมก็เริ่มที่จะหาหุ้นซื้อได้น้อยลง แต่หลังจากตลาดตกลงอย่างรุนแรง ในช่วงปี 2516-2517 ก็เริ่มกลับมา ในเดือน มกราคม 2519 ผมสามารถหาหุ้นด้วยวิธีดังกล่าวได้มากกว่า 300 หุ้นในเอสแอนด์พี (จากสามพันกว่าตัวในตลาดก็ประมาณ 10%) ผมเรียกวิธีนี้ว่าเป็นวิธีการลงทุนที่ปลอดภัย คือมันเป็น ระบบที่ปลอดภัย ผมขอย้ำอีกครั้งว่ามันไม่ได้เกิดจากการคัดสรรหุ้นทีละตัว แต่มันเป็นผลลัพธ์ของระบบมากกว่า
----------------------------
คำถาม(15)แล้วอีกวิธีของท่านล่ะครับ

อาจารย์เบนอีกวิธีการของผมโดยปรัชญาการลงทุนแล้วคล้ายคลึงกันครับ คือเราจะเลือกหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบันหรือมูลค่าที่แท้จริงขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เช่น กฏเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

1)      เจ็ดเท่าของกำไรใน 12 เดือน (1ปี) ที่ผ่านมา (พีอี 7)
2)      คุณอาจเลือกเกณฑ์อื่น ๆ เช่น ปันผลมากกว่า 7%
3)      มูลค่าทางบัญชีมากกว่า 120ของราคา

ผมพึ่งทำการวิเคราะห์ทางสถิติย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2468-2518 พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของการใช้เกณฑ์ดังกล่าวเฉลี่ย 15ต่อปี หรือมากกว่าดัชนีดาวน์โจนส์ถึง 1 เท่าตัว

หลักการใด ๆ ก็ตามหรือเกณฑ์ใด ๆ ก็ตามผมยึดถือปฏิบัติว่าจะต้องเข้าหลักปฏิบัติดังนี้

1)      มีโลจิกส์ที่ชัดเจน
2)      นำไปปฏิบัติได้
3)      มีสถิติผลตอบแทนที่ดี

ซึ่งที่สุดแล้ววิธีการใด ๆ ที่นักลงทุนแท้จริงใช้จะเป็นสิ่งป้องกันตัวเค้าเหล่านั้นจากการที่มองโลกสวยจนเกินไป และยังป้องกันไม่ให้เค้าเหล่านั้นเข้าไปเล่นเก็งกำไรในตลาดหุ้น (วอลล์สตรีท) แล้วก็นับเป็นโชคของคนส่วนน้อยที่เข้าไปเก็งกำไรแล้วประสบความสำเร็จ ซึ่งคนส่วนใหญ่ฝันไปว่าจะทำได้แบบนั้น

มันก็เลยมีแนวคิดที่มโนไปว่า การทำกำไรในตลาดหุ้นต้องใช้ ความเฉลียวฉลาด วิธีการ หรือแนวทางของมืออาชีพในการทำกำไร

แต่พวกเราอดสงสัยไม่ได้ หรือในบางครั้งก็มองโลกในแง่ร้ายไปเลยนะครับว่าถ้าคุณเข้าไปเล่นในตลาดหุ้นโดยไม่มีหลักการอะไรเลย โดยเฉพาะหลักในการลงทุน แล้วคุณทำกำไรได้ ผมคิดได้แค่สองอย่าง หนึ่ง) คุณฟลุ๊ค สอง) คุณเป็นยอดมนุษย์


วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

OVERCOME-ก้าวข้ามความแปรปรวน

คุณกำลังท้อถอยอยู่หรือเปล่า? ตลาดหุ้นทุก ๆ วันประกอบไปด้วย จิตใจมากมายวิ่งวนอยู่ในวังวนของความโลภและความกลัวสะท้อนออกมาเป็นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกดดันสภาวะจิตใจของเราทั้งหุ้นขึ้นและหุ้นลง

หลากหลายความคิดเห็นในบอร์ดหุ้น

เฮ้อ-พึ่งขายไปหุ้นวิ่งขึ้นพรวด ๆ
..ปีที่แล้วถือไว้เป็นเต่า พอผมขายปั๊ป เต่าถอดกระดองวิ่งเลยพี่
เอ๊ะ ผมก็เห็นอยู่ดี ๆ ว่าหุ้นขึ้น พอผมเข้าปั๊บ มันลง
คัท คัท คัท ไม่เอาแล้วตลาดหุ้น

และล่าสุดที่ได้ยินมา "ผมไม่มีดวงครับ"

มิสเตอร์มาร์เก๊ต ตัวละครในนิทานของเบนแกรม สะท้อนถึงตัวตนของตลาดหุ้นว่าจริง ๆ แล้วเป็นคนค่อนข้างไร้เหตุผล บางคนไปต่อเติมถึงขั้นว่า มิสเตอร์มาร์เก๊ตของเบนแกรมเป็นโรคไบโพลาร์ บางวันก็อารมณ์ดีเกินจริงไล่ซื้อหุ้นทุก ๆ ราคาที่พอใจ แต่ในขณะที่บางวันเป็นโรคซึมเศร้าขายทุกราคาที่เห็น ตลาดหุ้นจึงเต็มไปด้วยความ "ผันผวน" เป็นความปกติ

ความปกติคือความผันผวน และความผันผวนคือความปกติ ถ้าตลาดหุ้นไม่ผันผวนคือผิดปกติ

หากคุณเป็นนักลงทุนแล้วคุณต้องก้าวข้ามความผันผวนของตลาดหุ้นให้ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราจะทำอย่างไร? มาฟังความคิดเห็นอันทรงคุณค่าของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กัน

I never attempt to make money on the stock market. I buy on the assumption that they could close the market the next day and not reopen it for five years. As far as you are concerned, the stock market does not exist. Ignore it. Much success can be attributed to inactivity. Most investors cannot resist the temptation to constantly buy and sell.

ผมแปลบ้าน ๆ ให้ฟัง (เวอร์ชันเด็กผู้ชายไม่ร้องไห้)

ตลาดหุ้นจะขึ้นลงเป็นวัฎจักรยังไง ช่างหัวมัน
ใครจะซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไรอะไร ไม่เชื่อ 
ผมไม่เคยพยายามหาเงินจากตลาดหุ้น 
ถ้าจะซื้อหุ้นก็ไม่เคยสนแม้แต่ตลาดจะปิดไปอีกห้าปีถ้าพอใจวันนี้ก็จะซื้อวันนี้ 
ตลาดหุ้นอะไรมันไม่เคยมีอยู่จริง

ค้นหาธุรกิจแข็งแกร่ง ก้าวข้ามความผันผวนของตลาด ก้าวข้ามความแปรปรวนของจิตใจตนเอง

ธุรกิจที่แข็งแกร่งจะเติบโตไปพร้อมกับคนที่มีจิตใจแข็งแกร่ง 

เป็นนักลงทุนที่ไม่แพ้ใจตนเอง




วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข้อคิดก่อนจะขายหุ้นหรือปรับพอร์ต

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ณ วันนี้ ความร้อนแรงทางการเมืองเป็นประเด็นสำคัญต่อความสนใจของนักลงทุน ซึ่งความจริงแล้วเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา เคน ฟิชเชอร์ เคยว่าไว้ว่า ธรรมชาติของตลาดหุ้นคือ "ผันผวน" ไม่ว่าจะช่วงเวลาใด ๆ ความผันผวนของตลาดหุ้น นำมาถึงนิยามเปรียบเทียบว่า มิสเตอร์มาร์เก๊ต เป็นคนที่มีบุคลิกแปลกพิกล เมื่อต้นปีอารมณ์ดีเป็นพิเศษให้ราคาหุ้นสูง มาขายถูก ๆ เอาปลายปี ทำเอาหลายคนขาดทุนและเข็ดขยาดกับตลาดทุน

หากเราให้เวลากับตัวเราเองนานขึ้นกว่านี้และมองย้อนไปในอดีตที่นานกว่า ปีสองปีแห่งความรุ่งเรือง ผมอยากให้เราเห็นภาพของวอร์เรน บัฟเฟตต์ในช่วงแรกของการลงทุน แนวคิดของวอร์เรนในการมองตลาดหุ้นและปรัชญาที่เข้มข้นตั้งแต่วัยหนุ่ม กลางคน ชรา แม้มีเสี้ยวของเทคนิคที่แตกต่าง แต่ปรัชญาของเค้าแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ผมคงไม่มีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติมในยามที่อุณหภูมิการเมืองเป็นเช่นนี้ แต่หากคุณคิดจะขายหุ้นในช่วงนี้ให้ลองอ่านจดหมายฉบับนี้ดูก่อน จะพบว่าเหตุผลในการขายของ บัฟเฟตต์คืออะไร? สอดคล้องกับการมีเหตุมีผลที่สมควรหรือไม่ ก่อนที่เราจะตัดสินใจขายหรือปรับพอร์ต เพียงเพราะคำว่า "กลัวการเมือง"

ปล. จดหมายฉบับนี้เป็นการเรียบเรียงโดยตัวผมเอง ดังนั้นก็มีเศษเสี้ยวความคิดของผมปน ๆ ไปบ้างในการเรียบเรียงเพื่อความสละสลวย แต่คงไว้ซึ่งสาระให้มากที่สุดนะครับ

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

ปฐมบทการเงิน-1 เงินไม่ใช่พระเจ้า

เมื่อประมาณช่วงปี 1994-1995 ผมเป็นนิสิตปริญญาโท วิศวะอุตสาหการที่จุฬาฯ และผมหลงไหลวิชาทางด้านการเงินมาก แต่ตนเองนั้นมีพื้นฐานมาทางวิศวกรและก็ไม่อยากหันเห ไปไหน ผมได้เข้าคลาสทางด้านการเงินและสุดท้ายผมก็ไปกราบท่านขอให้ท่านมาเป็นที่ปรึกษาทางด้านวิทยานิพนธ์ ตอนที่ผมเรียนวิชาทางด้านการเงินวันแรกท่านสอนไว้ว่า

เงิน แยกเป็น 2 อย่าง

เงินอย่างแรก - ให้นิสิตเปิดกระเป๋าตังค์ออกมาวางบนโต๊ะ เมื่อถึงเวลากินข้าวซื้อของ เอาไปใช้ได้นั่นแหละเงินที่จำเป็นต่อในชีวิตประจำวัน

เงินอย่างที่สอง - คือตัวเลข เช่น เงินฝากประจำ หุ้น พันธบัตร อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ฯลฯ สิ่งนั้นคือตัวเลข ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามปัจจัยตัวแปร

ท่านสอนต่อว่าในการบริหารการเงินแล้วให้คิดเสมอว่าเป็นเสมือน inventory model อธิบายให้ง่ายคือ เงินเข้าและเงินออกเหมือนน้ำในตุ่ม น้ำไม่ต้องมีเต็มตุ่มแต่น้ำเข้าและน้ำออกต้องให้สมดุลกัน และน้ำที่เหลือก้นตุ่มคือ safety stock ซึ่งท่านว่าเป็นเสมือน เงินกันชนที่เรามีไว้ใช้ในยามฉุกเฉินต่าง ๆ นานา ตามความจำเป็นของแต่ละคน ซึ่งผมจะลงรายละเอียดเพิ่มในบทความต่อ ๆ ไป

เมื่อเราเข้าใจความจำเป็นของ Safety Stock หรือ เงินก้นตุ่มแล้ว โดยแนวคิดหลักก็คือ หากน้ำเหือดตุ่มก็ไม่ดีเพราะหากมีความจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา (คำว่าความจำเป็น-แต่ละคนก็ไม่เท่ากัน) ก็ไม่พอ ถ้าน้ำท่วมตุ่มหรือล้นตุ่มก็ไม่ดี จะเป็นการสร้างนิสัยฟุ่มเฟือย spoil เกินความจำเป็น

ถ้าเรามีเงินเหลือเราควรเริ่มต้นในการแปลงเงิน จากเงินธรรมดา ให้กลายไปเป็นเงินทำงาน การเก็บเงินไว้เฉย ๆ ไม่เสียไม่เน่าก็จริง แต่มันจะด้อยค่า ทำไม? เพราะอิทธิพลของเงินเฟ้อ ไม่ต้องคิดอะไรมาก สมัยก่อน 25 บาท ทานข้าวกลางวันได้ ปัจจุบัน 35 บาท ไม่รวมน้ำ นั่นคือเงินมันด้อยค่าโดยตัวของมันเอง เมื่อเริ่มต้นแบบนี้แนวคิดจะขยายความว่าทำอย่างไร? จึงจะเอาชนะเงินเฟ้อได้ คำตอบก็คือเราควรลงทุนในธุรกิจที่มีนวัตกรรม มีความสามารถในการสร้างเงินสดอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวจึงเอาชนะเงินเฟ้อได้ และนั่นก็คือเหตุผลที่เราควรมีเงินสดเท่าไร ดังวอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้เหตุผลกรณีนี้ไว้น่าฟัง

"เรื่องนึงที่ผมอยากจะบอกพวกคุณทุกคนไว้ การเก็บเงินไว้เฉย ๆ มันเป็นการลงทุนที่แย่มาก ผมได้ยินคนที่บอกว่า เงินคือพระเจ้า (Cash is King) แท้จริงแล้ว เงินมันด้อยค่าของมันทุกวัน แต่ธุรกิจชั้นดีต่างหากที่สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวัน ในราคาที่เหมาะสมไม่ใช่สูงเกินไปคุณต้องมีหลักการที่ถูกต้องในการลงทุน เลือกธุรกิจที่ดีและอยู่กับมัน

ผมก็มีเงินครับ คุณก็มีเช่นกัน ผมคุ้นชินกับการเก็บเงินไว้บ้างไม่งั้นถ้าไม่มีเงินเลยผมคงนอนไม่หลับ แต่ผมคงไม่ลงทุนในเงินฝากธนาคาร ยังไงก็เป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด

ความจำเป็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน มีเงินไว้ตาม "ความจำเป็น" ของคุณ นั่นเป็นบทสรุปว่าเราควรจะมีเงินเก็บไว้เท่ากับเท่าไร?"

"The one thing I will tell you is the worst investment you can have is cash. Everybody is talking about cash being king and all that sort of thing. Cash is going to become worth less over time. But good businesses are going to become worth more over time. And you don’t want to pay too much for them so you have to have some discipline about what you pay. But the thing to do is find a good business and stick with it. We always keep enough cash around so I feel very comfortable and don’t worry about sleeping at night. But it’s not because I like cash as an investment. Cash is a bad investment over time. But you always want to have enough so that nobody else can determine your future essentially."

ในความเห็นผม คำว่า "เงินคือพระเจ้า" เป็นคำกล่าวที่เกินจริง และทำให้หลายคนใช้ชีวิตผิดแผก ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย และกลายเป็นทาสเงิน อิสระทางการเงินที่แท้จริงคือเราไม่เป็นทาสเงินครับ การที่จะมีเงินไว้มากน้อยเท่าไร ผมสรุป ดังนี้

1. เราควรมีเงินสดไว้มากพอในความจำเป็นของเราไม่เดือดร้อน
2. หากเกินจากนั้น จะกลายเป็นการเก็บหรือการออม ถ้าเป็นการออมแล้ว เราควรพิจารณาลงทุนในบริษัทแข็งแกร่ง มีนวัตกรรม และเติบโตระยะยาว สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอและไม่แพ้เงินเฟ้อ

นี่น่าจะเป็นบทสรุปที่ถูกต้องกว่า

คำ ๆ เดียวที่ผมจะบอกก็คือ "เงินไม่ใช่พระเจ้าของผมอีกต่อไป" และนั่นคืออิสระทางการเงินที่แท้จริง

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความจริงและความเชื่อ

หลากหลายความจริงและความเชื่อ

ทำไมวันนี้ตลาดหุ้นลงแรงจัง ?
-> เหตุการณ์ ธันวาคม 2549 วันที่ 19 มั๊งครับ วันเดียว 108 จุด

ตลาดหุ้นไทยผันผวนจัง 
-> 2008 แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส 2009 วิกฤตการเมือง 2010 วิกฤตยุโรป 2011 หนี้สหรัฐ ปัญหา double dip 2012 หน้าผาการคลัง

2013 ตลาดหุ้นไทยก็จะผันผวน และ 2014 2015 2016 2017 และ และ และ และ ตลาดหุ้นไทยก็จะผันผวน เชื่อผมเถอะ

การเมือง การเมือง การเมือง
ปฏิวัติ ประท้วง ใครจะมา ใครจะไป ตลาดหุ้นไทยมันก็อยู่ของมันเชื่อผมเถอะ

เล่นหุ้นอันตราย เล่นทองดีกว่า
หนักกว่าหุ้นอีก ไม่เชื่อไปลองดูเอง

เก็บเงินไว้ดีกว่า อย่าลงทุนในหุ้น
เสียโอกาสกำไร กับ เสียโอกาส ขาดทุน เอ๊ะ ยังไง ไปคำนวณกันเอง

ปีที่แล้วดีนี่ ปีนี้ไม่ดีหรอกหุ้น
ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้น มันรวมตลาดหุ้นปีที่ดีมันรวมปีที่ไม่ดีเอาไว้ด้วย

ไม่มีใครในอดีตและไม่มีใครในอนาคต ไม่มีสูตรสำเร็จของตลาดหุ้นที่ตายตัว
เพราะถ้ามี ทุกคนจะรู้และมันจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ฟันด์เมเนอเจอร์จะตกงานกันหมด

ระยะสั้นตลาดหุ้นขึ้นเพราะ Demand ระยะยาว ตลาดหุ้นขึ้นเพราะ Supply หากเราเข้าใจระบบทุนนิยมมากพอ เชื่อผมหรือไม่เชื่อก็ได้

แต่มัน Work!

(จบแบบเท่ห์ ๆ แต่ งง ๆ)

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎีการแกะรอย จาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์


ทฤษฎีการแกะรอย จาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์
เด็กผู้ชายไม่ร้องไห้
NB, Nevercry.boy Aug 2012

“อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ผมขอเริ่มต้นบทความผมด้วยสุภาษิตไทยบทนี้ กับภาวะของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ภาวะตลาดหุ้นไทยในกระแสวีไอ นักลงทุนรุ่นใหม่มาแรงครับ คนเล่นหุ้นหน้าใหม่เมื่อเริ่มเล่นหุ้นก็อยากเป็นวีไอ ไว ไว เสือเฒ่าเก๋าเกมส์ก็สวมวิญญาณวีไอ กันก็มี นักเก็งกำไรปล่อยข่าวก็แอบใส่หน้ากากวีไอ ก็ไม่ใช่น้อย เม่าน้อยกับคำถามว่า พี่ NB ครับ เราควรใช้ พีบี พีอี พีเอสอาร์ พีโน่น พีนี่ พีนั่น มาวิเคราะห์ดีมั๊ยครับ? จะใช้ตัวอะไรก่อน อะไรมากดี น้อยดีมั๊ย จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไร จะยังไงดีครับพี่?

พี่ครับ พี่ครับ! สัปดาห์ที่แล้วผมวิเคราะห์ได้หุ้นมาตัวนึง พีอี ต่ำผมเลยซื้อไว้ใส่พอร์ต สัปดาห์นี้ได้หุ้นใหม่มาอีกตัวครับพี่ แหมตัวนี้พีอีต่ำกว่าเดิมอีก ผมเลยรีบขายตัวเดิมเลยครับพี่มาใส่ตัวใหม่แบบนี้ผมเป็นวีไอแล้วใช่มั๊ยครับพี่ แล้ว พีบี, พีอีจี แล้วเอ่อ พีอาร์อาร์ พีเอสอาร์ แล้วต้องดูประกอบกันยังไงครับพี่ แหม ผมใจร้อนอยากเป็นวีไอเร็ว ๆ อยากรวยเร็ว ๆ

เอ่อ น้องครับใจเย็น

ทั้งนี้เมื่อประเทศของเรามีเศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดหุ้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น นักลงทุนแนววีไอ ก็มากขึ้น ทฤษฎีวีไอ โดนตีความกันไปหลากหลาย ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ แล้วนักเก็งกำไรหายไปไหนครับ? นักเก็งกำไรหายไปจากตลาดหุ้นแล้วหรือ ไม่เชิงหรอกครับ นักเล่นม้าเมื่อสนามม้าเปิดพวกเค้าก็พร้อมจะมาเจอกัน นักเล่นหุ้นก็เช่นเดียวกัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเปรียบเปรยไว้ว่า

นักแทงม้านั้นแยกออกเป็นสองกลุ่ม ความเร็วและสายพันธ์ นักเล่นที่พนันบนความเร็วต้องการตัวเลขในการวิเคราะห์ เค้าจะจดจ่อกับทุกอนูของตัวเลขเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายความเร็วสูงสุดที่ม้า ตัวนั้นจะทำได้ในการแข่งขัน บนเงื่อนไขของพื้นสนาม น้ำหนักที่ม้าต้องแบก ฯลฯ ส่วนนักพนันที่เล่นบนสายพันธ์ม้านั้นแทบจะไม่สนใจตัวเลขเลย กลับดูหมิ่นด้วยซ้ำ เค้ามักจะกล่าวซ้ำ ๆ ว่า “สิ่งที่ผมต้องการรู้ก็คือสายพันธ์ม้าและคู่แข่งในอดีตของมันเท่านั้นเอง

น่าแปลกที่หลักการทั้งสองสิ่งนี้มีเช่นเดียวกันในโลกแห่งการลงทุน เช่นเดียวกันเราก็มีนักลงทุนที่มุ่งเน้นในเชิงตัวเลข และมุ่งเน้นในเชิงคุณภาพของธุรกิจ เฉกเช่นปรัชญาการลงทุนของ ฟิลลิป ฟิชเชอร์

นักวิเคราะห์ตัวเลขกล่าวว่า “ซื้อหุ้นราคาถูกและวัดผลงานของมันด้วยดัชนีต่าง ๆ เช่น พีอี พีบี ยิลด์ ฯลฯ

ส่วนนักวิเคราะห์เชิงคุณภาพกล่าวว่า “ซื้อหุ้นในกิจการที่ดีที่สุดประกอบด้วยผู้บริหารที่เก่งที่สุด และก็ไม่ต้องไปกังวลกับตัวเลขต่าง ๆ

น่ามีความสุขครับทาง ไปสวรรค์มีหลายทาง ทักษะและมุมมองของผู้มีประสบการณ์นำทางไปสู่ความสำเร็จ วอร์เรนโชคดีครับที่ได้ผู้ชี้ทางผู้ยิ่งใหญ่ที่นำพาเค้าไปสู่ผลสำเร็จมหาศาล อันเนื่องมาจากการชี้นำของฟิชเชอร์ หลังจากอ่านหนังสือของ ฟิล ฟิชเชอร์ Common Stocks and Uncommon Profits และอีกเล่ม Paths to Wealth Through Common Stocks ในช่วงต้นปี 1960 วอร์เรนก็ตั้งใจจะเข้าไปพบ ฟิล ฟิชเชอร์ ให้ได้

เมื่อ วอร์เรนพบเค้าครั้งแรก เค้าค้นพบว่า ฟิล มีความละม้ายคล้ายกับอาจารย์เบน แกรม อย่างมาก ฟิชเชอร์เป็นคนถ่อมตัว ใจกว้าง และก็เชี่ยวชาญในการสอนคน วอร์เรนเรียนรู้เรื่องทฤษฎีการแกะรอย (Scuttlebutt) มาจากจุดนี้

"เราต้องออกไปเสาะหาข้อเท็จจริงของธุรกิจ จากการสืบค้น พูดคุยกับแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น คู่แข่งซัพพลายเออร์ลูกค้า เพื่อที่จะสืบเสาะดูว่าการดำเนินงานของบริษัท แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?"

ความเข้าใจอันละเอียดถี่ถ้วนซึ่ง ฟิล ฟิชเชอร์ สอนให้วอร์เรนประกอบกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่ เค้าเรียนรู้มาจาก อาจารย์เบน ช่วยให้ยึดมั่นในเส้นทางแห่งการลงทุนด้วยสติปัญญา และนั่นเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

ลงทุนด้วยสติปัญญา คำ ๆ นี้เป็นคำสำคัญ เมื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์เลือกบริษัทลงทุนเค้าให้น้ำหนักกับตัวเลขหรือคุณภาพกิจการมากกว่า กัน วอร์เรนพูดไว้ละเอียดครับเมื่อครั้งเค้าไปบรรยายที่ University of Florida Business School ช่วงวันที่ 15 ตุลาคม 2540

อย่า! ซื้อเพียงเพราะตัวเลขมันบอกคุณให้ซื้อ ถึงแม้ตัวเลขมันจะบอกคุณให้ซื้อและคุณซื้อมามันก็ยังไม่นับว่าเป็นการลงทุนที่ดี จงซื้อเพราะคุณมั่นใจในสินค้า ผลิตภัณฑ์ของเค้า ไม่ใช่เพียงเพราะมันถูก ครั้งหนึ่งวอร์เรนก็เคยซื้อบริษัททำกังหันลม (windmill) เป็นการลงทุนแบบก้นบุหรี่ เค้าซื้อมันมาราคาถูกมากในราคาเพียงหนึ่งในสามของเงินทุนหมุนเวียน และแน่นอนมันทำกำไร แต่มันก็แค่ครั้งเดียวและมันไม่เกิดขึ้นอีก มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ชีวิตวอร์เรน บัฟเฟตต์ผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้วบริษัทรถรางเค้าก็ซื้อมาแล้ว

กลับกันในเชิงคุณภาพ วอร์เรนแทบจะสามารถตีแตกเกือบทุกครั้งแค่เพียงแค่พูดคุยโทรศัพท์เพียงห้านาที หรือสิบนาที !

But if you don’t know enough to know about the business instantly, you won’t know enough in a month or in two months.”

ถ้ามันเป็นธุรกิจที่ยากเย็น ฟังคำอธิบายสั้น ๆ แล้วคุณไม่เข้าใจ ต่อให้คุณใช้เวลาอีกเดือนหรือสองเดือนคุณก็ไม่เข้าใจมันอยู่ดี คุณต้องมองตัวเองให้ออกว่าสิ่งใดเรารู้สิ่งใดเราไม่รู้ สิ่งใดเราเข้าใจสิ่งใดเราไม่เข้าใจ นั่นคือหัวใจสำคัญของการลงทุน แต่กว่า วอร์เรน จะมาถึงจุดนี้ได้มันไม่ใช่ง่าย

ลงทุนภายใต้ขอบเขตความรู้ของตนเอง” มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะรู้มากรู้น้อยเป็นพหูสูตรมาจากไหน คุณไม่จำเป็นต้องเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์คนที่สอง คุณไม่ต้องเป็น ดร.นิเวศน์ คนที่สอง มันไม่สำคัญ มันสำคัญที่ว่าสิ่งใดที่คุณไม่รู้ไม่เข้าคุณอย่าไปยุ่ง ไม่จำเป็นต้องรู้จักหุ้นหมดทุกตัวในตลาดสมมติคุณรู้แค่ 30 ตัวในตลาดรู้แบบรู้จริงนะ คุณก็โอเคแล้วครับ เมื่อคุณรู้จักธุรกิจนั้น ๆ เป็นอย่างดีคุณก็ใช้เวลาในการทำความเข้าใจน้อยลง จุดนี้ทำให้ผมนึกไปถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” แต่กว่าเราจะ “รู้กระจ่าง” ในธุรกิจนั้น ๆ เราต้องทำอย่างไร วอร์เรน เองเค้าก็ไม่ได้เก่งมาแต่เกิดหรือเริ่มลงทุน เค้าทำอย่างไร?

วอร์เรนทำงานหนักอย่างมากเพื่อให้รู้ลึกในบริษัทที่เค้าลงทุนและเค้าใช้ Scuttlebutt Approach  หรือทฤษฎีการแกะรอยครับ

I would go out and talk to customers, suppliers, and maybe ex-employees in some cases. Everybody. Everytime I was interested in an industry, say it was coal, I would go around and see every coal company.

วอร์เรนจะไปพูดคุยกับลูกค้าของบริษัท ซัพพลายเออร์ของบริษัท และพนักงานเก่า คือ ทุกคน ทุกที่ นั่นหล่ะครับ ถ้าเค้าสนใจในธุรกิจเหมืองเค้าก็จะไปดูบริษัทเหมืองทุกๆ ที่ เค้าจะไปคุยกับซีอีโอว่า “ถ้าคุณจะซื้อสต๊อกของบริษัทเหมืองบริษัทอื่นที่ไม่ใช่คุณ คุณคิดว่าใครน่าสนใจ?” ทำไมครับ? คุณเก็บข้อมูลเหล่านี้ รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ทีละนิดทีละน้อย และคุณก็จะได้เรียนรู้เติมเต็มภาพของธุรกิจจนคุณเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมา

แล้วคู่แข่งล่ะ ถ้าคุณมีปืนอยู่ในมือและคุณยิงใครทิ้งก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมายคุณอยากซัดใคร? ทำไม? ลองถามซีอีโอ ด้วยประโยคเหล่านี้และคุณจะได้รับคำตอบที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งของคนที่อยู่ในธุรกิจจริง ๆ เชื่อผมเถอะความรู้จะติดตัวเราไปจนวันตาย เมื่อเราเรียนรู้สิ่งใดแล้วสิ่งนั้นก็จะเป็นองค์ความรู้ให้เราต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ นั่นทำให้คุณได้เรียนรู้ รู้ลึก รู้จริง “รู้กระจ่าง”

น้องไวไว อยากเป็นวีไอ ซื้อปั๊บขึ้นปุ๊บกำไรเลยเดือนหน้า หรืออีกสองเดือน ค่อยหาตัวใหม่ให้พีอีต่ำ ๆ ไว้ ผมคิดว่านั่นยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสักเท่าไรครับ นักลงทุนรุ่นใหม่ควรใช้เวลาให้ลึกกับธุรกิจ อ่านรายงานประจำปี 56-1 ฟัง Oppday ประชุมผู้ถือหุ้น คุยกับ IR หาข้อมูลจากเน็ต จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เปรียบเทียบงบการเงินของลูกค้า คู่แข่ง หลาย ๆ บริษัท ถามตัวเองว่าทำไม เค้ากำไรมากกว่า ทำไมคู่แข่งมาร์เก็ตแชร์มากกว่า ผู้บริหารให้สัมภาษณ์อะไรไว้บ้าง นั่นเป็นเส้นทางวีไอที่ถูกต้อง และจะทำให้พวกเราประสบความสำเร็จบนเส้นทางนี้ได้ยั่งยืนกว่าครับ

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

เลคเชอร์ของฟิชเชอร์


วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้เครดิต ฟิชเชอร์ ว่าท่านเป็นผู้สร้างแรงดลใจในการลงทุน ให้เลือกเฟ้น ธุรกิจที่ดี ทุกครั้งที่ลงทุนให้คำนึงถึง แบรนด์ รวมถึง ความสามารถในการแข่งขัน ฯลฯ
ครั้งนี้เราลองมาฟังบรรยาย ซึ่ง ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ครั้งหนึ่งเคยบรรยายไว้ที่ สแตนเฟิร์ด ถึงแนวคิดของท่าน (การบรรยายนี้สรุปมาจาก discussion บอร์ดเก่าของ Motley fool ที่เคยมีการโพสต์ไว้ ปี 2001)
เรียบเรียงตามความเข้าใจ ไม่ได้แปลตามตัวอักษร


Nevercry.boy
เด็กผู้ชายไม่ร้องไห้
Mar 9, 2012
...................
เลคเชอร์ของฟิชเชอร์ชุดนี้ได้บรรยายไว้ให้กับมหาวิทยาลัยแสตนเฟิร์ด ในคลาสเรียนของลูกศิษย์ของเค้าในปี 1961 (โปรเฟสเซอร์ แจ็ค แม็คโดนัลด์)

Prof. McDonald: (introduction)
โปรเฟสเซอร์ แม็คโดนัลด์ กล่าวนำโดยอ้างอิงคำพูดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่อ้างถึงข้อดีในการลงทุนด้วยวิธีคิดของ ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ในรายงานประจำปีของ เบิร์กไชด์

- McDonald: ฟิล ฟิชเชอร์ กล่าวว่า ในการลงทุนนั้นนอกจากตัวบริษัทแล้วเราต้องลงมือทำการวิเคราะห์ ซัพพลายเออร์ คู่แข่ง ตลอดจนลูกค้าของบริษัท
ผมคิดว่านักกลยุทธ์ในปัจจุบันเป็นหนี้บุญคุณ ฟิล ฟิชเชอร์ ค่อนข้างมาก เราผู้เป็นลูกศิษย์ลูกหา ควรตระหนักและรำลึกถึงวิธีการที่ล้ำค่าดังกล่าว
ท่านเป็นผู้นำในการวิเคราะห์ ธุรกิจไฮเทค ซึ่งเป็นธุรกิจเติบโต
คลาสเรียนในปี 1961 ท่านให้วิเคราะห์บริษัท Texas Instruments เพราะอาจารย์ฟิชเชอร์ท่านสนใจในธุรกิจ เซมิคอนดัคเตอร์ (ซึ่ง ณ ขณะนั้นเป็นธุรกิจไฮเทค ที่มีการเติบโต)


ท่านกล่าวไว้ว่า
"เราควรจะค้นหาและตรวจสอบบริษัทที่ยิ่งใหญ่เช่น บริษัท Texas Instruments ในธุรกิจเซมิคอนดัคเตอร์"
ผมขอคารวะอาจารย์ฟิชเชอร์ เพราะนั่นทำให้ผมได้ซื้อหุ้น 100-bagger อย่าง โมโตโรล่า 
หรือถ้าจะกล่าวแบบสรุปลองดู เดลคอมพิวเตอร์ หรือบริษัทในกลุ่มนี้ ถ้าคุณลงทุนหมื่นเหรียญตอนนั้น ตอนนี้มูลค่าเกิน หนึ่งล้านเหรียญไปแล้ว
เมื่อพอร์ตการลงทุนของคุณ มีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม ผลตอบแทนของพอร์ตคุณก็จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนน้อยลง (โปรเฟสเซอร์ แม็คโดนัลด์ กล่าวถึงการกระจายหุ้นระหว่าง 7 ตัว ถึง 10 ตัว - จุดนี้อาจมีการตีความคำว่ากระจายความเสี่ยงแย้งกับฟิชเชอร์อยู่บ้าง ฟิชเชอร์ กล่าวไว้ว่า มีหุ้นในพอร์ต 8 ตัว เค้าก็ปวดหัวแล้ว)
ผมอยากให้นักศึกษาเข้าใจจิตวิญญาณของ อาจารย์ฟิชเชอร์ ว่าท่านใช้เวลาในการศึกษาบริษัทจนลึกซึ้ง ท่านไม่ใช่ตื้น ๆ ผมขอย้ำว่าท่านศึกษาจนลึกมาก มากกว่าที่ใครต่อใครจะคาดคิดว่า ทำไมนักลงทุนคนหนึ่งจะครุ่นคิด ลึกซึ้งขนาดนี้เกี่ยวกับบริษัทที่เค้ากำลังลงทุน
...............

แนวคิดของ Phil Fisher:

- ข้อแนะนำ: (1) ซื้อบ้าน (2) รู้จักเก็บหอมรอมริบ (3) ลงทุนระยะยาว
- พีอี ไม่ได้บอกคุณว่าบริษัทที่คุณกำลังลงทุน ดีหรือไม่ดี บอกแค่เพียงว่า ณ ขณะราคานี้ หุ้นราคาถูกหรือแพง
- สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารที่มีฝีมือโดดเด่นเหนือคู่แข่ง
- เมื่อไรที่คุณรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่คุณกำลังค้นหา เมื่อนั้นคุณมาถูกทางแล้ว
- บริษัทดาษดื่นทั่วไป ชอบทำงานกันสบาย ๆ ติดยึดกับรูปแบบเก่า ๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคู่แข่งลงมาแข่งขันพร้อมกับกรรมวิธีใหม่ ๆ ซึ่งลบล้างรูปแบบการทำงานเก่า ๆ เมื่อนั้นบริษัทของคุณก็จะถูกผลักดันให้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- วิธีการที่เราจะดูว่าผู้บริหารทำงานได้ดีหรือไม่ นั่นคือให้ดูปฏิกริยาของเค้าที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง เค้าต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เค้ารับมือได้หรือไม่ เพราะนั่นอาจนำมาสู่ มาร์เก็ตแชร์ขนาดใหญ่ ตลอดจนความหายนะหรือการอยู่รอดของธุรกิจ


งานแรกของคุณ: ชี้ชัดออกมาให้ได้ว่าปัญหาของโลกธุรกิจ ณ ขณะปัจจุบันคืออะไร?
ฟิชเชอร์เล็งเห็นว่า ทำอย่างไรที่บริษัทจะสามารถเข้าใจถึงหัวใจของพนักงานได้ ดูจะเป็นปัญหาของธุรกิจในปัจจุบัน ในภาวะที่ครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ซึ่งทั้งพ่อและแม่ ก็ต้องปากกัดตีนถึบ เพราะทั้งคู่ต่างก็มีภาระที่ต้องทำงาน ทำอย่างไรบริษัทจะชนะใจพวกเค้าและมัดใจเค้าให้อยู่กับองค์กร? 
การต่อรองกับพนักงานไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดความจงรักภักดี และผลประโยชน์ที่ริดรอนมาจากพนักงานก็คงไม่ทำให้บริษัทร่ำรวยขึ้นแต่ประการใด บริษัทที่เข้าใจลึกซึ้งถึงปัญหานี้และสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของคุณก็จะสูงขึ้นจนคู่แข่งยากจะตามทัน


ฟิชเชอร์ตอบคำถาม: 
"ภายใต้การบริหารของผม บอกตามตรงการที่เราถือครองหุ้นมากถึง 8 ตัว ก็นับเป็นสัญญาณอันตรายอย่างหนึ่ง"
- ฟิชเชอร์ กล่าวต่อ: "ผมเชื่ออย่างมากในเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่การกระจายความเสี่ยงมากจนเกินไปก็เป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง"
ตลาดหุ้นประกอบด้วยทั้งคนที่ไร้ความรู้ตลอดจนพวกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ในโลกแห่งการเงินอยู่มากมาย ที่เข้าไปเล่นหุ้นกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ผมรู้สึกเวียนหัวกับเรื่องราวของมัน

- เมื่อไรควรจะขาย?
เมื่อบริษัทถดถอย
"อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของการเป็นนักลงทุนระยาวของผมนั้นเป็นที่รับทราบกันดี แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็ยังพลาด ในการที่ขายหุ้นที่ดีออกมาเร็วกว่าเวลาอันควร"

- ควรลงทุนนอกสหรัฐอเมริกาหรือไม่? 
ผมยังไม่เห็นด้วยนะ. ทุกครั้งที่ผมลงทุนผมต้องรู้จักคนที่ผมจะติดต่อด้วย การเดินทางออกนอกประเทศเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง ถ้าคุณไม่คำนึงถึงปัจจัยพวกนี้ภายหลังอาจเกิดผลกระทบตามมาได้
เป็นที่ทราบกันว่า ฟิชเชอร์ ต้องการข้อมูลจากทุกแหล่งที่เค้าจะเข้าถึงข้อมูลได้
ตัวเลขจากแหล่งต่าง ๆ มักจะอวดอ้างเกินจริงเสมอ สิ่งที่ผมต้องการคือคุณภาพขององค์กรต่างหาก
ปัจจุบันเรามีข้อมูลเยอะแยะมหาศาลมากมาย แต่คุณภาพของบริษัทในปัจจุบันไม่เห็นจะพัฒนาขึ้นสักเท่าไร

สองสิ่งที่ผมจ้องมองค้นหา และคาดหวังจะได้รับจากผู้บริหารในบริษัทที่ผมยึดมั่นลงทุนนั่นคือ 
1) ความโปร่งใส และ 2) ความรับผิดชอบ

"ถ้าคุณยังไม่ได้รู้จักผู้บริหารของบริษัทที่คุณลงทุน งานของคุณยังไม่จบ" ฟิชเชอร์กล่าว